<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Ghost &#187; สยองขวัญ</title>
	<atom:link href="http://thaighost.d-ja.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaighost.d-ja.com</link>
	<description>เล่าเรื่องผี เรื่องสยองขวัญ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Apr 2010 01:20:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>ความผูกพัน</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 19:31:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ความผูกพัน]]></category>
		<category><![CDATA[ตายทั้งกลม]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผี สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผีกล่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ผีกล่อมลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ผีตายทั้งกลม]]></category>
		<category><![CDATA[ผีท่าน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ผีหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[วิญญาน]]></category>
		<category><![CDATA[สยองขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=93</guid>
		<description><![CDATA[สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง เมื่อปีพุทธศักราช 2497 ตั้งอยู่ริม คลองขุดภาษีเจริญ
  ฝั่งตรงข้ามมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่งชื่อวัดม่วง อยู่ใน เขตอำเภอหนองแขม
  การคมนาคม มีอยู่ทางเดียวคือคลองทีว่านี้
  จะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เรีอเป็นพาหนะจะติดต่อราชการที่อำเภอ
  ต้องใช้เรือพายหรือเรือแจวก็ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึง ถ้าไปหาหมอที่
  สุขศาลาบางแค ก็ประมาณ 3 ชั่วโมง ไม่ต้อง พูดถึงโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งต้องเข้า
  คลองเล็กคลองน้อย เพื่อไปออกแม่น้ำ เจ้าพระยากว่าจะถึงก็เป็นวัน ชาวบ้าน

  ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองในละแวกนั้น ส่วนใหญ่จะทำสวนผักและสวนผลไม้
  ส่วนผู้ที่อยู่ลึกจากริมคลองเข้าไปจะ ทำนา หลังสถานีตำรวจหรือที่เรียกว่า
  โรงพักนั้นก็เป็นท้องทุ่งนา พอเข้า หน้าฝน ชาวนาเริ่มดำนา ปลูกข้าว
  จะเห็นผืนนาสีเขียวขจีจนสุดสายตา
  ตอนเย็นๆสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ ตกลับขอบฟ้าอย่างสวยงามเย็นวันหนึ่ง
  มีเรือแจวมาจอดที่ ศาลาหน้าวัด คนแเจวเรือเป็นชายหนุ่ม อายุยังไม่ถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<pre id="line10">สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง เมื่อปีพุทธศักราช 2497 ตั้งอยู่ริม คลองขุดภาษีเจริญ
  ฝั่งตรงข้ามมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่งชื่อวัดม่วง อยู่ใน เขตอำเภอหนองแขม
  การคมนาคม มีอยู่ทางเดียวคือคลองทีว่านี้
  จะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เรีอเป็นพาหนะจะติดต่อราชการที่อำเภอ
  ต้องใช้เรือพายหรือเรือแจวก็ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึง ถ้าไปหาหมอที่
  สุขศาลาบางแค ก็ประมาณ 3 ชั่วโมง ไม่ต้อง พูดถึงโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งต้องเข้า
  คลองเล็กคลองน้อย เพื่อไปออกแม่น้ำ เจ้าพระยากว่าจะถึงก็เป็นวัน ชาวบ้าน
<span id="more-93"></span>
  ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองในละแวกนั้น ส่วนใหญ่จะทำสวนผักและสวนผลไม้
  ส่วนผู้ที่อยู่ลึกจากริมคลองเข้าไปจะ ทำนา หลังสถานีตำรวจหรือที่เรียกว่า
  โรงพักนั้นก็เป็นท้องทุ่งนา พอเข้า หน้าฝน ชาวนาเริ่มดำนา ปลูกข้าว
  จะเห็นผืนนาสีเขียวขจีจนสุดสายตา
  ตอนเย็นๆสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ ตกลับขอบฟ้าอย่างสวยงามเย็นวันหนึ่ง
  มีเรือแจวมาจอดที่ ศาลาหน้าวัด คนแเจวเรือเป็นชายหนุ่ม อายุยังไม่ถึง 30
  ปีขึ้นมานั่งร้องไห้อยู่ที่ขั้นบันไดศาลา มือข้างหนึ่งจับแคม เรือเอาไว้
  อีกข้างหนึ่งหยิบชายผ้า ขาวม้าเช็ดน้ำตาอยู่ไม่ได้หยุด ภายใน
  เรือมีผู้หญิงท้องแก่นอนอยู่ มือข้าง หนึ่งของเธอจับไว้ที่ท้อง นอนแน่นิ่ง
  ไม่เคลื่อนไหวใดๆเลย สักพักเมื่อมีคนมามุงดู สอบถามจึงได้ความว่าหญิงที่
  นอนอยู่ในเรือนั้นเป็นเมียของเขาเอง เจ็บท้องใกล้คลอด กำลังจะไปหาหมอที่
  สุขศาลา เขาแจวเรือพาเมียออกจาก บ้านมาตั้งแต่ตอนบ่าย ก่อนจะถึงวัด หน่อยเดียว
  เมียทนเจ็บไม่ไหวสิ้นลมขาดใจไปเสียก่อน เขาก็หมดเรี่ยวแรง
  จะแจวเรือต่อไปไหนได้อีก จึงจอดเรือ อยู่ตรงนี้
  ลุงไหว ผู้ซึ่งสิงสถิตอยู่ที่ศาลาท่า น้ำหน้าวัด นี้เป็นประจำ สะกิดไอ้แกละ
  เด็กวัดที่เป็นไทยมุงอยู่ใกล้ๆ
  "ไอ้แกละ มึงรีบวิ่งไปบอกท่าน พระครูทีวะ ว่าที่ท่าน้ำกำลังมีเรื่อง เผื่อ
  ท่านจะช่วยอะไรได้บ้าง เร็วๆนะโว้ย"
  "ทำไมต้องเป็นฉันด้วยล่ะลุง ฉันเพิ่งมาถึง ยังดูไม่เห็นอะไรเลย"
  "จะดูให้เห็นพระแสงด้ามยาวอะไร อีกเล่า คนตายนอนกลิ้งอยู่ในเรือนั่นไง ละนี่
  คนเขากำลังทุกข์กำลังโศก ช้า
  นักเดี๋ยวกูถีบเปรี้ยงเข้าให้หรอก ว่า พลางยกเท้าหราขึ้นมา
  ไอ้แกละหลบวูบพร้อมทั้งโกยแน่บ วิ่งขึ้นกุฏิไป
  พักเดียว พระครูใบฏีกาเจ้าอาวาส ก็เดินขยับจีวรมาถึงท่าน้ำ แหวกไทย มุงมาหา
  "อีหนูเมียของโยมมันตายนาน หรือยัง หือ" พระครูไม่ยอมเสียเวลา เริ่มสอบสวน
  "เพิ่งสักพักใหญ่ๆมานี่เอง หลวง พ่อ ก่อนที่เรือจะเข้าเขตวัดนิดเดียว"
  "แล้วนี่เอ็งจะทำประการใดต่อไป ล่ะ...." พระครูเปลี่ยนสรรพนามชะแล้ว
  ด้วยความเคยชิน
  "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน" ว่าพลาง เจ้าหนุ่มก็ก้มหน้า เอาชายผ้าขาวม้า
  เช็ดน้ำตาอีกบ้านผมก็อยู่ไกล ลึก
  เข้าไปในคลองเล็กโน้น ที่บ้านก็อยู่กัน สองคนผัวเมียเท่านั้น ไม่มีใคร บ้าน
  พ่อตาแม่ยายก็อยู่ที่หนองแขม ไม่รู้
  เขาจะว่าอย่างไรเลย สตางค์ก็มีติดตัว มาไม่กี่บาท" พลางถอนสะอึ้น
  "เอ่อ....เอาละวะ เอ็งหักห้ามใจชะเถอะ คิดว่าเมียมึงมันทำบุญมาแค่นี้"
  ท่านพระครูปลอบ.... "เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน เดี่ยวมึงกับไอ้พวกแถวๆนี้ไปช่วย
  กันยกเมียมึงขึ้นมาไว้บนศาลานี่ก่อน แล้วมึงก็รีบกลับไปบอกพ่อตาแม่ยาย มึง
  ญาติโกโหติกาทั้งหลายให้รู้ แล้ว
  พรุ่งนี้ มึงค่อยซื้อโลงเอามาใส่อีหนูมัน ส่วนจะสวดกี่วันจะเผาเมื่อไหร่
  พรุ่งนี้ ค่อยมาดยกับกู" คราวนี้ท่านพระครูใช้สรรพนามแบบคนกันเอง
  "ก็ดีเหมือนกัน หลวงพ่อ
  แต่....หลวงพ่อจะทิ้งให้เมียผมนอนอยู่คนเดียวบนศาลานี่น่ะเหรอ....มีใครอยู่เป็นเพื่อนมันมั่งไหม...."
  "ปั๊ดโธ่!!! เมียมึงมันตายแล้วนะ โว้ย ใครเค้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนผี....มึง
  ไม่ต้องห่วงหรอก....ไม่มีใครทำอะไร หรอกวะ ว่าพลางหันไปหาไอ้แกละ คนเดิม
  "ไอ้แกละ มึงวิ่งไปบนกุฏิกู ไป หยิบเสื่อมาผืนหนึ่ง ผืนที่ตากอยู่ตรง
  ระเบียงนั้นน่ะโว้ย ไป๊-ไปเอามา" "ทิดไหวกะทิดเจียม เดี๋ยวพอไอ้
  แกละมันเอาเสื่อมา ให้มันปูบนศาลานี่ ไว้ไห้เมียไอ้หนุ่มนี่มันนอน แล้วเอ็ง
  ช่วยไอ้หนุ่มมันยกอีหนูในเรือขึ้นมาไว้ บนศาลานี่หน่อย นึกว่าเอาบุญเถอะวะ
  พ่อคุณ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เดี๋ยวกูจะ ไปหาผ้าห่มมาห่มให้อีหนูมันหน่อย
  เผื่อมันจะหนาว อ้อ....ตะเกียงกระป๋อง
  อีกดวง...." พูดจบท่านก็เดินกลับไปที่ กุฏิของท่าน ปล่อยให้บรรดาไทยมุง
  ทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ
  นานา วิถีชีวิตของประชาชนคนธรรมดา ในละแเวกนั้นความตายเป็นเรื่องปรกติ
  ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เห็นคนตายเอามาขึ้น
  ที่ศาลาท่าน้ำหน้าวัดจนชิน สำหรับคน ต่างถิ่นที่จำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา
  คงจะไม่ใช่เรื่อง ธรรมดาแน่นอน
  สถานีตำรวจซึ่งอยู่ตรงข้ามกับวัด ก็เป็นที่อาศัยจอดเรือพักนอนค้างคืน
  ของพ่อค้าวาณิชเพื่อหลีกเลี่ยงจาก
  ขโมยขะโจรที่มีชุกชุมตลอดลำคลอง ตั้งแต่สงครามมหาเอเชียบูรพาสงบ ใหม่ๆ
  คืนนี้ก็เช่นกัน มีเรือแจวขาย
  ถ่านมาขอจอดหน้าโรงพักเพื่อนอน ค้างคืน คอยให้รุ่งเช้าหลังจากหุงหา
  อาหารแล้วจะได้ออกเรือขายสินค้าของ
  ตนต่อไป คนขายถ่านคงจะมาจอดเรือ เอาเมื่อคำมืดแล้ว จึงไม่รู้ถึงเรื่องราว
  ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็น หลังจากที่ขึ้น
  จากเรือมาบอกเล่าเก้าสิบ ขออนุญาต นายสิบเวรที่เข้าเวรอยู่บนโรงพักตาม
  ธรรมเนียมแล้วก็ลงเรือไปกางมุ้งนอน
  ทันที คงจะเหน็ดเหนื่อยจากที่ต้อง แจวเรือมาตลอดทั้งวัน ตก
  ตอนดึกของคืนเดือนแรม นอกจากแสงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุที่
  จุดไว้บนโรงพักแล้ว ทั่วบริเวณทั้งสอง ฝั่งคลองมืดมิดไปหมดตะเกียงกระป๋อง
  ที่ท่านพระครูอุดส่าห์หามาจุดเอาไว้
  คงน้ำมันหมดและดับไปนานแล้ว แสง จากฟ้าแลบนานๆครั้งทำให้เห็นคน
  นอนตะคุ่มๆอยู่บนศาลา คนขายถ่านถูกปลุกขึ้นมากลาง
  ดึกโดยหญิงสาวคนหนึ่ง เธอพายเรือ มาจอดคิดกับเรือถ่าน
  "ลุง ลุง ตื่นเถอะ......ช่วยโกยถ่าน ขายให้ฉันสักถังนะ ฉันจะเอาไปอยู่ไฟ
  ฉันเพิ่งคลอดลูก พอดีถ่านหมด"
  " พรุ่งนี้เช้าไม่ได้เรอะ....มันมืดมองไม่เห็นว่ะ"
  เสียงคนขายถ่านตอบอย่างงัวเงีย เพราะกําลังหลับเพลินๆ
  "ขอเดี๋ยวนี้เถอะนะลุง สงสารฉันเถอะ...." เธอคงอยากได้เดี๋ยวนี้จริงๆ
  จึงออดอ้อน
  "เอ่อ....ก็ได้วะ เดี๋ยวรอเดี๋ยว จุด ตะเกียงก่อน" ว่าพลางแกก็แหวกชาย
  มุ้งออกมา ควานหาไม้ขีดจุดตะเกียง พอจุดตะเกียงเรียบร้อย ก็หันมาพร้อม ถาม....
  "จะเอากี่มะน้อยล่ะ อีหนู...." ปรากฏว่าเรือและผู้หญิงที่มาขอ
  ซื้อถ่านหายไปอย่างไร้ร่องรอย แกยก ตะเกียงขึ้นส่องดูในคลองก็ไม่เห็นมีใคร
  ทันใดนัน แกก็ได้ยินเสียงเพลงกล่อม ลูกดังมาจากศาลาท่าน้ำหน้าวัด เป็น
  เสียงอ่อนหวาน เยือกเย็นของแม่ที่พยายามกล่อมลูกให้หลับสบาย
  "วัด....เอ๋ย....วัด....โบสถถถถ์ ปลูกกกกก ข้าวโพดดด....สาาาาาาาา ลีลีลีลี .
  . ..เอ๋ยยยยยยยยยย ยาม
  ลูกเขย....ตกยาก....แม่ยาย มาพราก.... ลูกสาวหหหหหหหนี...."
  เท่านั้นแหละ....คนขายถ่านเผ่นขึ้น
  มาจากเรือได้อย่างไรไม่รู้ มารู้ตัวอีกที บนโรงพัก ต่อหน้านายสิบเวร
  "แกไม่ต้องบอกฉันหรอก..." สิบ
  เวรว่า "ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน ว่าแต่ว่า โดนเข้าอีท่าไหนล่ะ....
  กูนึกแล้วเชียว"
  ประโยคหลัง สิบเวรคงรำพึงกับตัวเอง ดีเหมือนกัน อย่านอนต่อเลยนะ มา
  นั่งอยู่เป็นเพื่อนกันหน่อยก็ดี ชัก
  เสียว ๆ หลังจากคืนนั้นแล้ว
  อีกสี่ห้าคืนต่อมาไม่ว่าเรือลำใดมาจอดนอนหน้าโรงพัก จะต้อง
  ได้ยินเสียงเพลงกล่อม
  ลูกดังมาจากศาลาท่าน้ำหน้าวัดนั้นเปีนประจำ เจ้าหน้าที่ตำรวจ
  ไม่มีใครกล้าอยู่เวรคนเดียว จนกระทั่งครบ 7
  วัน และเผาศพหญิงนั้นเรียบร้อยแล้วเสียงเพลงกล่อมลูกจึงหายไป //</pre>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บ้านร้าง</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 19:08:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านผี]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านร้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผี ชาวประมง]]></category>
		<category><![CDATA[ผี ประมง]]></category>
		<category><![CDATA[ผี สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผีฆ่าผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผีทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[ผีผี]]></category>
		<category><![CDATA[วิญญาน]]></category>
		<category><![CDATA[สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[สยองขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าผี]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=84</guid>
		<description><![CDATA[<p>ณ หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง
เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาพักค้างแรมที่บ้านเพื่อน เพื่อพักผ่อน
หลังสอบเสร็จ ขณะรับประทาน อาหาร ในตอนเย็น
เมื่อนิดมองออกไปเห็นบ้านหลังหนึ่งอยู่ห่างออกไป
ไม่ไกลจากหมู่บ้านนักจึงถามไถ่กับพ่อของหน่อย พ่อไม่พูดอะไร
มากเพียงแต่บอกว่าที่นั่นไม่มีคนอยู่
&#8230;..ในคืนนั้น เด็กทุกคนนอนหลับสนิท เพราะอ่อนเพลียจากการเดินทางรุ่งขึ้น
พ่อของหน่อยพาไปเที่ยวที่อ่านและ ผ่านบ้านหลังนั้น
บ้านนี้เหมือนบ้านร้างทั่วไปที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน ตกดึก
พ่อของหน่อยออกไปดูชาวประมงตกปลาเมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ทุกคนหลับหมดแล้ว
แต่นิดยังนอนไม่หลับ นั่งเหม่อมองออกไปที่บ้านหลังนั้น เธอมองเห็นแสงไฟ
จากบ้านหลังนั้น จึงรู้สึกแปลกใจมาก
แม่เมื่อคิดทบทวนดูแล้วจึงคิดว่าคงมีชาวประมงแวะพักค้างคืนเช้าวันต่อมา
ขณะรับประทานอาหารนิดพูดถึง เหตุการณ์เมื่อคืนว่า เห็นแสงไฟ ที่บ้านหลังนั้น &#8221;
คงมีชาวประมงไปพักค้างคืน &#8221; หน่อยจึงบอกว่า ที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่หรอก
เพราะชาวประมงจะ ไม่แวะบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่
&#8230;..ในคืนนั้น นิด นอนไม่หลับ และเพื่อนอีกคนก็นอนไม่หลับเหมือนกัน
ทั้งสองจึงออกไปนั่งเล่นที่ชานหน้าบ้านทั้งสอง พูดคุยกันถึงเรื่องอนาคต
จนกระทั่งนิดสังเกตเห็นแสงไฟ จึงเรียกให้เพื่อนดู
จากนั้นมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังออกมา
นิด มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้านหลังนั้น
และมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้มีดฟันที่ร่างของผู้หญิงคนนั้น
และชายคนนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม
นิดและเพื่อนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัว คนทั้งบ้านจึงตกใจตื่น
วิ่งมาดูที่ห้อง นิดจึงเล่าว่า เห็นผู้หญิงถูกผู้ชายฆ่าตาย
พ่อของหน่อยจึงบอกว่า ไม่มีอะไร ให้รีบเข้านอน
รุ่งเช้า พ่อของหน่อย จึงเล่าให้หน่อยฟังว่า
หลายเดือนก่อนเกิดเหตุการฆาตกรรมที่บ้านหลังนั้น ผู้ชายเป็นชาวประมง
ออกหาปลาหลายๆวัน จึงระแวงว่า ภรรยาจะมีชู้ จึงเกิดมีปากเสียงกันขึ้น
แล้วผู้ชายก็ลงมือฆ่าภรรยาของตัวเองถึงแก่ชีวิต แล้วฆ่าตัวตายตาม
จงจำไว้ว่า ชาวประมงจะไม่พักค้างแรมที่บ้านร้าง แน่นอน!</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ณ หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง<br />
เด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินทางมาพักค้างแรมที่บ้านเพื่อน เพื่อพักผ่อน<br />
หลังสอบเสร็จ ขณะรับประทาน อาหาร ในตอนเย็น<br />
เมื่อนิดมองออกไปเห็นบ้านหลังหนึ่งอยู่ห่างออกไป<br />
ไม่ไกลจากหมู่บ้านนักจึงถามไถ่กับพ่อของหน่อย พ่อไม่พูดอะไร<br />
มากเพียงแต่บอกว่าที่นั่นไม่มีคนอยู่<br />
&#8230;..ในคืนนั้น เด็กทุกคนนอนหลับสนิท เพราะอ่อนเพลียจากการเดินทางรุ่งขึ้น<br />
พ่อของหน่อยพาไปเที่ยวที่อ่านและ ผ่านบ้านหลังนั้น<span id="more-84"></span><br />
บ้านนี้เหมือนบ้านร้างทั่วไปที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมานาน ตกดึก<br />
พ่อของหน่อยออกไปดูชาวประมงตกปลาเมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ทุกคนหลับหมดแล้ว<br />
แต่นิดยังนอนไม่หลับ นั่งเหม่อมองออกไปที่บ้านหลังนั้น เธอมองเห็นแสงไฟ<br />
จากบ้านหลังนั้น จึงรู้สึกแปลกใจมาก<br />
แม่เมื่อคิดทบทวนดูแล้วจึงคิดว่าคงมีชาวประมงแวะพักค้างคืนเช้าวันต่อมา<br />
ขณะรับประทานอาหารนิดพูดถึง เหตุการณ์เมื่อคืนว่า เห็นแสงไฟ ที่บ้านหลังนั้น &#8221;<br />
คงมีชาวประมงไปพักค้างคืน &#8221; หน่อยจึงบอกว่า ที่บ้านหลังนั้นไม่มีคนอยู่หรอก<br />
เพราะชาวประมงจะ ไม่แวะบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่<br />
&#8230;..ในคืนนั้น นิด นอนไม่หลับ และเพื่อนอีกคนก็นอนไม่หลับเหมือนกัน<br />
ทั้งสองจึงออกไปนั่งเล่นที่ชานหน้าบ้านทั้งสอง พูดคุยกันถึงเรื่องอนาคต<br />
จนกระทั่งนิดสังเกตเห็นแสงไฟ จึงเรียกให้เพื่อนดู<br />
จากนั้นมีเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังออกมา<br />
นิด มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในบ้านหลังนั้น<br />
และมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังใช้มีดฟันที่ร่างของผู้หญิงคนนั้น<br />
และชายคนนั้นก็ฆ่าตัวตายตาม<br />
นิดและเพื่อนส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัว คนทั้งบ้านจึงตกใจตื่น<br />
วิ่งมาดูที่ห้อง นิดจึงเล่าว่า เห็นผู้หญิงถูกผู้ชายฆ่าตาย<br />
พ่อของหน่อยจึงบอกว่า ไม่มีอะไร ให้รีบเข้านอน<br />
รุ่งเช้า พ่อของหน่อย จึงเล่าให้หน่อยฟังว่า<br />
หลายเดือนก่อนเกิดเหตุการฆาตกรรมที่บ้านหลังนั้น ผู้ชายเป็นชาวประมง<br />
ออกหาปลาหลายๆวัน จึงระแวงว่า ภรรยาจะมีชู้ จึงเกิดมีปากเสียงกันขึ้น<br />
แล้วผู้ชายก็ลงมือฆ่าภรรยาของตัวเองถึงแก่ชีวิต แล้วฆ่าตัวตายตาม<br />
จงจำไว้ว่า ชาวประมงจะไม่พักค้างแรมที่บ้านร้าง แน่นอน!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนรับน้องใหม่</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 17:19:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผี มหาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผี รับน้องใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[ผี วิทยาลัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผี สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผี โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ผีหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[ผีในโรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[รับน้องใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[สยองขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[หอผี]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชีวิตการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัยนั้น
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการสู้และดำเนินชิวิตที่ถูกต้องในสังคมทีเดียว
มันมีทั้งสุขและทุกข์ สมหวัง และไม่สมหวัง ยามทุกข์คือ สอบตก
ทำหน่วยกิตไม่ครบตามระเบียบหลักการศึกษาที่วางไว้ หรือทุกข์อีตอนดูหนังสือสอบ
ส่วนสุขนั้นก็คงจะได้แก่
สอบผ่านได้รับปริญญาเป็นเกียรติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล
นั่นแหละแต่อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ต่าง ๆ
นานาที่เกิดมาไม่เคยพบพานก็จะหลั่งไหลมาทดสอบธาตุแท้ ของผู้ที่เข้าสู่ภาย</p>
<p>ในรั้วมหาวิทยาลัย
ประสบการณ์สอนให้ทำตัวได้ทั้งดีและเลวก็ต้องใช้ดุลพินิจวิจารณญาณเลือกเอามาปฏิบัติ</p>
<p>ให้มันสมกับคำว่า ปัญญาชน แต่สิ่งทุกคนต้องเคยผ่านมาแล้วในระบบการศึกษานี้ก็คือการรับน้องใหม่</p>
<p>
ซึ่งเป็นประเพณีที่กระทำสืบกันมา มีทั้งแบบ ชนิดเบา ๆ หรือหนัก ๆ
ตามแต่วิทยาลัยนั้น และรุ่นพี่จะปฏิบัติ
&#8230;..ผมเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้กับเขาคนหนึ่งดีอดดีใจแทบเป็นบ้าเป็นหลัง
ต่อไปนี้จะขัดสีฉวีวรรณรับสังคมใหม่ ระดับ ปัญญาชนซะด้วย
พอเข้าไปรายงานตัวก็ถูกเพ่งเล็งจากพวกรุ่นพี่ที่กิน
อุดมคติจอมปลอมอันไร้แก่นสาร คงกะจะแกล้ง ผมเต็มที่ใน ตอนรับน้องใหม่
เพราะท่าทางของผมมันออกจะซ่าส์จนหยดสุดท้ายเหมือนกัน อาทิตย์เดียวเท่านั้น
ผมและนักศึกษาใหม่กว่า 300 คนก็ตกอยู่ในแดนสนธยา
ถูกรุ่นพี่ทั้งลายครามและรุ่นพี่ที่ยกย่องตัวเองทั้ง ๆ
ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ขอบ ปากเกณฑ์พวกรุ่นน้อง ไปต่างจังหวัด
เพื่อทำการรับน้องใหม่หรือพูดง่าย ๆ &#8220;พิธีซ่อม&#8221;
กลั่นแกล้งรุ่นน้องตามความพอใจของตนเองตามประเพณี อันดีงาม ตั้งแต่โบราณกาล
นับแต่ตั้งมหาวิทยาลัยมาทีเดียว
&#8230;..เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศลักษณะวิชาสถานที่และความศักดิ์สิทธ์ของปริญญาพวกรุ่น้องถูก
&#8220;เกณฑ์&#8221; ให้ขึ้นรถออกจากพระนคร
มุ่งตรงไปยังจังหวัดที่มีความเก่าแก่ในประวัติและเต็มไปด้วยโบราณสถานวัตถุ มากมายอันเป็นพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเจริญ รุ่งเรืองางอารยธรรมวัฒนธรรมของชาติมาแต่โบราณ
และรุ่นพี่ก็บังคับให้พักอยู่รวมกันในวังโบราณแห่งหนึ่ง
ซึ่งลานกว้างของวังเก่าแห่งนี้จะเป็นสถานที่ &#8220;ซ่อม&#8221; รับน้องใหม่ในคืนวันนี้&#8230;
&#8230;.ผมเองกลัวสถานที่ที่วังเวง เงียบสงัด กลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย
หมู่พระที่นั่งและท้องพระโรงเก่าแก่ตั้งทะมึน
ในความมืดที่เริ่มโรยตัวมาปกคลุมดูคล้ายกับเป็นภูติผีปีศาจหรือยักษ์ปักหลั่นยืนทะมืนจังก้า
ต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกรายรอบบริเวณก็สั่นกราว คืนนี้เป็นจันทร์ข้างแรกผลุบ ๆ
โผล่ ๆ ไม่ยอมออกจากหมู่ก้อนเมฆ ความมืดจึงได้เปรียบ
ผมนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในกลุ่ม ของน้อง ผู้น่าสงสาร
ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับผมอีกเป็นร้อยคน
หูแว่วคล้ายเสียงคนเดินไปมาสับสนและตาฝาดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เห็นคนเดินผ่านไปมาตรงลานกว้าง
ระหว่างท้องพระโรงกับพระที่นั่งสององค์เห็นเงาวูบวาบและ..อะไรนั่นขณะนี้เวลาโพล้เพล้เข้าไต้เข้า
ไฟพวกรุ่นน้องที่นั่งอยู่ที่นอกชานบ้างขั้นบันไดบ้าง กระสับกระส่ายหน้า ตาไม่มีความสุข
หวาดระแวงกลัวทั้งรุ่นพี่และกลัวสถานที่ไปพร้อมกัน
ส่วนรุ่นพี่ผู้ได้เปรียบถือไพ่ตายในมือจับกลุ่มร่าเริงหวดสุรายาดอง
กันให้เอิกเกริก มันเป็นประเพณีอีกนั่นแหละ
&#8230;..ผมนั่งเกือบปลายแถวมีเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั่งถัดไปอีก
2 คน ตาของผมมองไปโดยบังเอิญที่มุมตึกพระที่นั่งซึ่งหัก
เป็นข้อศอกมีนอกชานพาดตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาโบราณ
ทันใดนั้นม่านตาของผมก็เบิกกว้างด้วยความสงสัยระคนตกใจกลัว
เพราะผมเห็นร่างของใครก็ไม่รู้ประมาณ 3-4 คน ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นทั้งหมด
แต่งตัวเหมือนคนไทยโบราณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในมหาวิทยาลัยนั้น<br />
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการสู้และดำเนินชิวิตที่ถูกต้องในสังคมทีเดียว<br />
มันมีทั้งสุขและทุกข์ สมหวัง และไม่สมหวัง ยามทุกข์คือ สอบตก<br />
ทำหน่วยกิตไม่ครบตามระเบียบหลักการศึกษาที่วางไว้ หรือทุกข์อีตอนดูหนังสือสอบ<br />
ส่วนสุขนั้นก็คงจะได้แก่<br />
สอบผ่านได้รับปริญญาเป็นเกียรติแก่ตัวเองและวงศ์ตระกูล<br />
นั่นแหละแต่อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ต่าง ๆ<br />
นานาที่เกิดมาไม่เคยพบพานก็จะหลั่งไหลมาทดสอบธาตุแท้ ของผู้ที่เข้าสู่ภาย</p>
<p>ในรั้วมหาวิทยาลัย<br />
ประสบการณ์สอนให้ทำตัวได้ทั้งดีและเลวก็ต้องใช้ดุลพินิจวิจารณญาณเลือกเอามาปฏิบัติ</p>
<p>ให้มันสมกับคำว่า ปัญญาชน แต่สิ่งทุกคนต้องเคยผ่านมาแล้วในระบบการศึกษานี้ก็คือการรับน้องใหม่</p>
<p><span id="more-49"></span><br />
ซึ่งเป็นประเพณีที่กระทำสืบกันมา มีทั้งแบบ ชนิดเบา ๆ หรือหนัก ๆ<br />
ตามแต่วิทยาลัยนั้น และรุ่นพี่จะปฏิบัติ<br />
&#8230;..ผมเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้กับเขาคนหนึ่งดีอดดีใจแทบเป็นบ้าเป็นหลัง<br />
ต่อไปนี้จะขัดสีฉวีวรรณรับสังคมใหม่ ระดับ ปัญญาชนซะด้วย<br />
พอเข้าไปรายงานตัวก็ถูกเพ่งเล็งจากพวกรุ่นพี่ที่กิน<br />
อุดมคติจอมปลอมอันไร้แก่นสาร คงกะจะแกล้ง ผมเต็มที่ใน ตอนรับน้องใหม่<br />
เพราะท่าทางของผมมันออกจะซ่าส์จนหยดสุดท้ายเหมือนกัน อาทิตย์เดียวเท่านั้น<br />
ผมและนักศึกษาใหม่กว่า 300 คนก็ตกอยู่ในแดนสนธยา<br />
ถูกรุ่นพี่ทั้งลายครามและรุ่นพี่ที่ยกย่องตัวเองทั้ง ๆ<br />
ที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ขอบ ปากเกณฑ์พวกรุ่นน้อง ไปต่างจังหวัด<br />
เพื่อทำการรับน้องใหม่หรือพูดง่าย ๆ &#8220;พิธีซ่อม&#8221;<br />
กลั่นแกล้งรุ่นน้องตามความพอใจของตนเองตามประเพณี อันดีงาม ตั้งแต่โบราณกาล<br />
นับแต่ตั้งมหาวิทยาลัยมาทีเดียว<br />
&#8230;..เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศลักษณะวิชาสถานที่และความศักดิ์สิทธ์ของปริญญาพวกรุ่น้องถูก<br />
&#8220;เกณฑ์&#8221; ให้ขึ้นรถออกจากพระนคร<br />
มุ่งตรงไปยังจังหวัดที่มีความเก่าแก่ในประวัติและเต็มไปด้วยโบราณสถานวัตถุ มากมายอันเป็นพยานหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเจริญ รุ่งเรืองางอารยธรรมวัฒนธรรมของชาติมาแต่โบราณ<br />
และรุ่นพี่ก็บังคับให้พักอยู่รวมกันในวังโบราณแห่งหนึ่ง<br />
ซึ่งลานกว้างของวังเก่าแห่งนี้จะเป็นสถานที่ &#8220;ซ่อม&#8221; รับน้องใหม่ในคืนวันนี้&#8230;<br />
&#8230;.ผมเองกลัวสถานที่ที่วังเวง เงียบสงัด กลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย<br />
หมู่พระที่นั่งและท้องพระโรงเก่าแก่ตั้งทะมึน<br />
ในความมืดที่เริ่มโรยตัวมาปกคลุมดูคล้ายกับเป็นภูติผีปีศาจหรือยักษ์ปักหลั่นยืนทะมืนจังก้า<br />
ต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกรายรอบบริเวณก็สั่นกราว คืนนี้เป็นจันทร์ข้างแรกผลุบ ๆ<br />
โผล่ ๆ ไม่ยอมออกจากหมู่ก้อนเมฆ ความมืดจึงได้เปรียบ<br />
ผมนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ในกลุ่ม ของน้อง ผู้น่าสงสาร<br />
ผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันกับผมอีกเป็นร้อยคน<br />
หูแว่วคล้ายเสียงคนเดินไปมาสับสนและตาฝาดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้เห็นคนเดินผ่านไปมาตรงลานกว้าง<br />
ระหว่างท้องพระโรงกับพระที่นั่งสององค์เห็นเงาวูบวาบและ..อะไรนั่นขณะนี้เวลาโพล้เพล้เข้าไต้เข้า<br />
ไฟพวกรุ่นน้องที่นั่งอยู่ที่นอกชานบ้างขั้นบันไดบ้าง กระสับกระส่ายหน้า ตาไม่มีความสุข<br />
หวาดระแวงกลัวทั้งรุ่นพี่และกลัวสถานที่ไปพร้อมกัน<br />
ส่วนรุ่นพี่ผู้ได้เปรียบถือไพ่ตายในมือจับกลุ่มร่าเริงหวดสุรายาดอง<br />
กันให้เอิกเกริก มันเป็นประเพณีอีกนั่นแหละ<br />
&#8230;..ผมนั่งเกือบปลายแถวมีเพื่อนร่วมรุ่นซึ่งจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนั่งถัดไปอีก<br />
2 คน ตาของผมมองไปโดยบังเอิญที่มุมตึกพระที่นั่งซึ่งหัก<br />
เป็นข้อศอกมีนอกชานพาดตามลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาโบราณ<br />
ทันใดนั้นม่านตาของผมก็เบิกกว้างด้วยความสงสัยระคนตกใจกลัว<br />
เพราะผมเห็นร่างของใครก็ไม่รู้ประมาณ 3-4 คน ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงนั้นทั้งหมด<br />
แต่งตัวเหมือนคนไทยโบราณ สตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น<br />
คือนุ่งผ้าโจงกระเบนลายดอก เสื้อแขนพองยาวจรดข้อศอก ห่มสไบเฉียงผ้าสีอ่อน<br />
ผมสยายยาวใบหน้าขาวเสีย จนผิดปกติร่างทั้งหมดแลดูคล้าย ไม่มีน้ำ<br />
หนักเบาหวิวจนจะลอยจากพื้น<br />
&#8230;..ผมสะกิดเพื่อนน้องใหม่ทันทีแต่อ้าว!<br />
เพื่อนกำลังก้มหน้าก้มตาร้องไห้กระซิก ๆ คงไม่รับรู้อะไรหรอก<br />
ตกลงตัวเองเลยตาค้าง<br />
อ้าปากค้างเพราะความฉงนสนเทห์ใจและความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจ<br />
พอดีกับรุ่นพี่ชายคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซเพราะฤทธิ์สุรา ผ่านมาที่แถวของน้องใหม่<br />
ผมจึงโพล่งออกไปอย่างไม่ทันยั้งคิดว่า<br />
&#8230; ..พี่ครับ..น้องใหม่ 3-4 คน ยืนอยู่มุมตึกโน่น<br />
ทำไมพี่ไม่เรียกมาเข้าแถวรอขึ้นเขียงเหมือนอย่างพวกผมล่ะครับ แต่งตัวก็แปลก<br />
เดาะใส่ชุดไทยโบราณซะด้วยห่มสไบเฉียง โจงกระเบนนั่นยืนอยู่นั่นไง อ้าว !<br />
หายไปไหนล่ะกว่า พวกผมแต่งชุดขาว สวมไทด์ผู้หญิงชุดนักศึกษา<br />
แต่สามที่คนนี้แต่งชุดไทย ใครกันกว่า รึจะเป็นเจ้าที่มา ปรากฏตัว<br />
ถ้าเป็นเจ้าที่จริงๆ พี่จะซ้อมรับ น้องใหม่เค้ามั้ยครับ ผมอยากรู้..ฮิ ฮิ<br />
&#8230;..ไอ้ปากเสีย ซ่าส์นักรึมึงน่ะ<br />
เดี๋ยวพวกกูจะซ้อมมึงให้คลานนอนหยอดน้ำข้าวต้มเลย เตรียมตัวไว้ให้ดี<br />
นี่มึงโอหังไม่เคารพรุ่นพี่<br />
อวดตีสำนวนตีฝีปากแถมตีเสมอรุ่นพี่เรอะดีแล้วมึงจะได้รู้ดี<br />
รู้ชั่วคืนนี้แหละวะ.. &#8230;..ผมหน้าชาไปทั้งแถบปวดแสบปวดร้อนไปทั้งหน้า ฮึ้ม<br />
ถ้าข้ามีปืนในกระเป๋าจะไม่ปล่อยให้เอ็งยืนตะคอกอยู่อย่างนี้หรอก ถือว่า<br />
เป็นรุ่นพี่ข่มเหงกีนอย่างนี้ทีใครทีมันวะ วันพระไม่มีหนเดียว<br />
ฝากไว้ก่อนเถอะมึง เพื่อนร่วมรุ่นทุกคนหันมามองผมด้วยสายตาสงสาร เห็นอกเห็นใจ<br />
แต่คงช่วยอะไรไม่ได้ ก็ถูกตบหน้าฟรี<br />
ฉลองความศักดิ์สิทธิ์ของประเพณีต้อนรับน้องใหม่ ไปน่ะซี 2 ทุ่มตรง<br />
วินาทีโหดร้ายทารุณเริ่มขึ้น รุ่นพี่ทุกชั้นปี<br />
นั่งฝั่งตรงข้ามตะโกนสั่งรุ่นน้องให้ทำอะไรต่อมีอะไร ผิดวิสัยเกินความสามารถ<br />
คล้ายกันคนบ้าไปก็มี ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างพออกพอใจ<br />
ของรุ่นพี่ชายและหญิงซึ่งสามารถกลั่นแกล้งรุ่นน้องให้ทำในสิ่งที่คนดี ๆ<br />
เขาไม่ทำกัน พวกเรากลายเป็นตัวตลกขันไม่ออก มีแต่เสียงร้องไห้<br />
สบถสาบานด่าทอรุ่นพี่ด้วยความเจ็บใจ แค้นใจ อย่างเหลือประมาณ<br />
&#8230;.รุ่นพี่หญิงกลายเป็นแร่ด กรี๊ดกร๊าดตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายภาษาตลาด<br />
เมื่อเห็นรุ่นน้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรืออิด ๆ เอื้อน ๆ ไม่ทำตาม<br />
ส่วนรุ่นพี่ผู้ชายซึ่งเมามายแทบไม่มีสติก็ตีหน้ายักษ์ตะโกนดังเสียงแสบแก้วหู<br />
ด่ารุ่นน้องชนิดจะกินเลือดกินเนื้อ ดูแล้วสังเวชนี่หรือปัญญาชนที่ สังคมยกย่อง<br />
รุ่นน้องผู้หญิงบางคนก็เจอคำสั่งที่เกิดมาไม่เคยนึกว่าจะได้ยิน<br />
ทำตาไม่ได้ก็ร้อง ห่มร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร น่าสงสารเสียที่สุด<br />
จนมาถึงวาระที่รุ่นพี่ที่ตบหน้ามาตะโกนเรียกผม ออกมา &#8220;ซ่อม&#8221; เดียว เพื่อความ<br />
ครึกครื้นในหมู่คนป่าเถื่อนและเพื่อแก้แค้น<br />
ที่ผมบังอาจฉีกหน้าแกเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา &#8230;&#8221;เฮ้ย<br />
มึงนั่นแหละออกมาจากแถวเดี๋ยวนี้<br />
ซ่าส์นักปากเสียดูหมิ่นเจ้าที่เจ้าทางของวังเก่า รณหาที่ตาย<br />
เห็นมึงชอบร้องรำทำเพลงใช่มั่ยล่ะ มานี่มึงแหงนหน้าดูขื่อหลังคานี่ซิ<br />
หลังคาท้องพระโรงนี่แหละ มึงปีนขึ้นไปบนขื่อเดี่ยวนี้<br />
ปีนเสาขึ้นไปพอถึงขื่อแล้วมึงต้องยืนเต้นระบำบัลเล่ต์ร้องเพลงไปด้วย<br />
แล้วลงท้ายมึงต้องเป็นค้างคาวรู้จักมั้ยไอ้เวร ห้อยหัวลงมา เอาตีนเกี่ยวขื่อนะ<br />
เร็ว ๆ ทำตามคำสั่งกูเดียวนี้&#8221; …ขัดขืนไม่ได้เสียแล้ว<br />
รุ่นพี่ทาสสุรามายืนออกันที่โคนเสา ผมเลยเอาหลังมือปาดน้ำตาแล้วค่อย ๆ<br />
ออกแรงเอามือทั้งสองข้างเหนี่ยวจับเสาดันตัวเอง ขึ้นไปอย่างลำบากยากเย็น<br />
เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย วิงเวียนศีรษะใจวาบหวิวเหมือนจะเป็นลม ผมกัดฟันกรอดๆ<br />
แข็งใจกระเถิบตัวเองขึ้นไปบนเสาทีละน้อย ๆ<br />
ท่ามกลางเสียงเฮฮาฟังไม่ได้ศัพท์ของรุ่นพี่ที่สะใจที่แกล้งผม<br />
..ตาผมลายแทบหมดแรงร่วงลงมาจากเสาหลายต่อหลายครั้ง<br />
รู้สึกว่าหลังคาสูงเหลือเกิน คงไปไม่ไหวตกลงไปคอหักตายแน่ ๆ<br />
แต่กลัวจะเจ็บตัวเพราะพวกรุ่นพี่จึงต้องกัดฟันดันร่างตัวเองขึ้นไป<br />
จนในที่สุดผมก็เกือบถึงขื่อของหลังคาแล้ว เงยหน้าขึ้นไป อีกสักประมาณ 1 ศอก<br />
เท่านั้น แหละผมก็ถึงขื่อ ซึ่งบริเวณนั้นมือ<br />
มีแสงไฟจากข้างล่างส่องลอดขึ้นมาสลัว ๆ พอมองเห็นอะไรได้ราง ๆ เท่านั้นเอง<br />
&#8230;โอ๊ย! คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด ผมร้องออกมาจนสุดเสียง<br />
มีใครไม่รู้นั่งอยู่บนขื่อที่ทอดขวางทางยาว<br />
ตลอดความยาวของหลังคาและรูปทรงของสถาปัตยกรรม คน ๆ นั้นนั่งอยู่ก่อนแล้ว<br />
พอผมเงยหน้าขึ้นไปก็พบเข้าจังหน้าชนิดใกล้ชิด ห่างกันไม่ถึงสองศอก ร่าง ๆ<br />
นั้นนั่งห้อยเท้าทั้ง 2 ข้างอยู่บนมุมขื่อ ซึ่งเป็นรูปสามเหลี่ยม<br />
ทำให้ผมตกใจแทบช็อคแทบขาดใจตาย ด้วยความกลัวในทันที เพราะเห็นหน้าคน ๆ<br />
นั้นอย่างถนัด มีรูปร่างน่ากลัวเป็นที่สุด หัวโตผิดขนาดเกินธรรมดา<br />
โตกว่าร่างกาย เกือบสามเท่า ขนาดของศีรษะ<br />
ใหญ่เกือบเท่าตุ่มหรือโอ่งมังกรหรือกระพ้อมที่เขาเอาไว้ใส่ข้าวเปลือก<br />
เมื่อหัวโตผิดขนาด ปกติขนาดนั้นทำให้ไม่ได้สัดส่วนสมดุล หัวจึงส่ายไปมา<br />
รอบด้านเหมือนลูกโป่งคนเป่าจนใบโตผูกด้วยสายหนังสติ๊กยางที่ขั้วแล้วจับปล่อยไว้บนมือทีเดียว<br />
และใบหน้าของมัน น่าเกลียดน่ากลัว เป็นอย่างยิ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็นกระเซิง<br />
หยาบเหมือนกาบมะพร้าวหน้าผากยุบลงไปเป็นร่องจนสยดสยองใจ ดวงตาพองโต<br />
แดงกล่ำแทบจะหลุด ออกมานอกเบ้า จมูกไม่มี มีแต่เพียงสันจมูกและรูจมูก<br />
ทั้งสองปราศจากเนื้อและดั้งจมูก มีเลือกไหลปริ่ม ๆ บริเวณจมูก<br />
โหนกแก้มโปนปากแสยะ อ้าสุดหล้า มีฟันซีกโต ๆ สีดำสนิทปรากฏในปาก<br />
เขี้ยวที่มุมปากแหลมขาววับ และที่ผมแทบ ช็อคไปในทันทีก็คือ ลิ้นของคน ๆ นั้น<br />
แลบพุ่งออกมาจากปากใหญ่แบะที่น่าขยะแขยงนั้น<br />
ลิ้นมีสีแดงจัดมันพุ่งออกมาจากปากยากเรื่อย ๆ ยาวลงมาจรดบ่า<br />
และยาวยืดลงต่ำจนถึงบริเวณทรวงอกอยู่แล้ว..พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบแห้งชวนให้<br />
สยดสยองใจดังออกมาจาก ปากของมัน<br />
&#8230;ผีหลอก ไม่ใช่คนแน่ ใครเขาจะขึ้นไปนั่งเล่นบนขื่อยามวิกาล<br />
นึกจะร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ออกเสียงมาติดอยู่ตรงคอหอยนี่เอง<br />
ตัวสั่นเท่าชักกระตุกเกือบทั้งร่าง ผมยังพอมีสติอยู่บ้าง<br />
หูจึงได้ยินเสียงตวาดอย่างหยาบคายของรุ่นพี่ตัวแสบซึ่งตะโกนขึ้นมาจากข้างล่าง<br />
..&#8221;เฮ้ย ปีนต่อซิโว้ย หยุดอยู่ทำไม ใครใช้ให้เอ็งหยุด<br />
ไปต่อให้ได้แล้วเต้นบัลเล่ต์กับเอาหัวห้อยลงมา ตามคำสั่งกูเดี๋ยวนี้<br />
เดี๋ยวเถอะมึง ลงมาโดนอัด&#8221; ..ผมหมดความอดทนทุกอย่างทั้งเรี่ยวแรง<br />
เลยตะโกนลงมาข้างล่างอย่างสุดเสียง ไม่กลัวใครอีกแล้วทั้งนั้น &#8221; กูไม่ปีนแล้ว<br />
ช่วยด้วย แน่จริงมึงขึ้นมากับกูบนนี้ซิวะ ขึ้นมาเร็ว ๆ จะได้เห็นกับตา<br />
กูกำลังจะตายอยู่แล้ว ช่วยด้วย &#8221; จะไม่ได้ผมด่ารุ่นพี่ได้อย่างไร<br />
เพราะไอ้ตัวนั้น ซึ่งไม่ใส่เสื้อเปลือยท่อนบนเห็นขนดกรุ่งรังทั้งตัว<br />
และนุ่งผ่าหยักรั้งคล้ายสนับเพลากางเกงขาสั้นแบบถกเขมรสีแดง<br />
แจ๊ดมันทำปาฏิหาริย์ ยื่นมือทั้งสองข้างของมัน ออกมาข้างหน้า<br />
คล้ายว่าจะช่วยดึงหรือจับตัวผมให้ขึ้นไปนั่งบนขื่อกับมันนั่นแหละ<br />
แขนสองข้างของมันเล็ก เหี่ยวแห้งมีแต่กระดูก ตะปุ่มตะป่ำ<br />
ไม่มีเนื้อหนังมังสาสีดำ สนิทกลิ่นสาบาสงเหม็น ๆ แห้ง ๆ<br />
พลุ่งออกมาจากแขนและร่างของมันปะทะจมูกผมจนแทบสำลัก<br />
แขนมันยาวยื่นออกมาข้างล่าง 2 ศอกแล้ว และมือก็ถึงหน้าผมพอดี!<br />
…ผมก็ทำอาการหลับกลางอากาศ สติสัมปชัญญะดับวูบลงในพริบตา<br />
นั้นหมดเรี่ยวแรงมือเท้าอ่อนเปลี้ยเลยเสียการทรงตัว หล่นลงมาจากเสาสูงเกือบ 5<br />
เมตร แต่ชะตาผมยังไม่ถึงฆาต<br />
ร่างหล่นลงมาในกลุ่มของเก้าอีไม้ชำรุดซึ่งวางกองอยู่ที่ด้านหนึ่งของพื้น<br />
สลบคาทีร่างเต็มไปด้วยแผลรวมทั้งศีรษะซึ่งแตกเพราะกระแทกเก้าอี้ถึง 6 แผล<br />
พิธีซ่อมรับน้องใหม่ชะงักในทันที ทุกคนทั้งพี่น้อง<br />
พอหายจากตกตะลึงก็พากันเข้ามาที่ร่างผมและปฐมพยาบาลเป็นการใหญ่<br />
แต่อาการผมไม่ดีขึ้นปวดเมื่อยขัดยอก ไปทั้งตัว และเลือดจากบาดแผลก็ไหลไม่หยุด<br />
ลงท้ายรุ่นพี่เลยต้องนำผมส่งโรงพยาบาลในตัวจังหวัดกลางดึกคืนนั้นเอง<br />
&#8230;สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่มีใครทราบแม้แต่คนเดียว<br />
ผมซึ่งรู้แก่ใจปิดปากเงียบไม่บอกใคร รุ่นพี่เลยเหมาไปว่าผม เหนื่อย<br />
ตรากตรำกับการถูกซ่อม โดยรุ่นพี่เมาหนักเลยหมดแรงเป็นลมตกลงมาเอง สมน้ำหน้า<br />
ผมกล้ำกลืนความโกรธและ อาฆาตไว้ในใจ<br />
พร้อมสำนึกในความผิดที่ไม่ควรให้อภัยของตนเพราะกล่าววาจาไม่เคารพสถานที่<br />
ดูถูกดูหมิ่นเจ้าที่เจ้าทาง ผู้คุ้มครองพระราชวังโบราณ แม้จะไม่ได้เจตนา<br />
แต่มันก็ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น เพราะเจ้าที่เจ้าทาง เจ้ากรรมนายเวรมีจริง<br />
..และพอกันทีกับประเพณีต้อนรับน้องใหม่ที่เกือบจะพรากชีวิตของผมไปจากโลกนี้เสียแล้วผมจะจำคืนวันรับน้องใหม่<br />
คืนนี้ไว้จนตาย ปีหน้าเมื่อผมสอบผ่านชั้นปีที่ 1<br />
ได้ผมจะไม่ยอกมาร่วมพิธีนี้อีกเลยเพราะละอายอดสูใจและผมก็ไม่เคย<br />
ไปปรากฏตัวในงานรับน้อง ใหม่ของนานา มหาวิทยาลัยมาตราบเท่าทุกวันนี้&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สยองขวัญเมื่อครั้งเป็นนักศึกษา</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/28/%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/28/%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 15:02:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผี สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[ผีหลอก]]></category>
		<category><![CDATA[ผีหลอกนักศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[สยองขวัญ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่าเรื่องผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=24</guid>
		<description><![CDATA[<p>ชีวิตสมัยเป็นนักศึกษาปีแรกนั้นมันช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกหลากหลายมีทั้งความสุขสนุกสนาน
ทุกข์เศร้าเคล้าน้ำตา  เหงาหงอยและตื่นเต้น !!!โดยเฉพาะชีวิตนักศึกษาที่ต้องอยู่ประรจำหอพักในมหาวิทยาลัยหรือ
เรียกสั้น ๆ ว่า“เด็กหอ”นั้นอย่าให้บอกเลยว่ามันส์ขนาดไหนสถาบันที่เป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ข้าพเจ้าโดยการ
ใช้ชีวิตเป็นเวลา4 ปีเต็ม ๆ นั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯเท่าใดนัก  ระยะทางในราวประมาณ 50กว่ากิโลเมตร
นั่งรถบัสจากสถานีขนส่งสายใต้ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษถ้าขับรถส่วนตัวไปเองก็คงจะไม่เกิน 1ชั่วโมงเพื่อ
บรรลุถึงเป้าหมายในชีวิตของความเป็นนักศึกษา  นั่นก็คือการรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของ
พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อสำเร็จการศึกษาในขั้นปริญญาตรีแล้วนั่นเอง</p>
<p></p>
<p>แน่นอน !! สิ่งหนึ่งซึ่งสถาบันระดับอุดมศึกษาจะขาดเสียมิได้  นั่นก็คือ“พิธีรับน้องใหม่”
ถ้าจะพูดไปแล้วมหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าร่ำเรียนนั้นก็มีชื่อเสียงพอสมควรไม่แพ้สถาบันแห่งอื่น
ๆ ในเรื่องพิธีที่ว่านี้  มันเป็นภาพที่ติดตา  ตรึงใจและประทับใจจนตายก็ว่าได้
เพราะชีวิตนี้คงจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นตามปกติทั่วไปสถาบันต่าง ๆ เขาก็จะมีพิธี
รับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยแต่เมื่อมาอยู่ประจำหอพักก็จะมีเพิ่มขึ้นมาอีก  1 พิธี  นั่นก็คือ “รับน้องหอ”</p>
<p>และเจ้าพิธีที่ว่านี้แหละที่ได้คาดคั้นเอาน้ำตาหลายต่อหลายหยดออกมาจากเบ้าตาของนักศึกษาปีที่
1 มาก็หลายต่อหลายคนแล้วคืนแรกของการเป็นนักศึกษาประจำหอพักมันช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร
นับตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในรั้วของมหาวิทยาลัยตึกเรียนเป็นหลังสักประมาณ 2 – 3 อาคารเรียน
ห้องสมุด  ห้องอาหาร  ห้องธุรการ</p>
<p>ห้องพักอาจารย์ผู้สอนหรือแม้กระทั่งหอพักบางส่วนที่อาศัยอยู่ชั้นบนของอาคารเรียนอันรวม
อยู่ในบริเวณเรียนแห่งนั้นอาจารย์ที่กำลังสอนหนังสือ  นักศึกษารุ่นพี่ที่เดินขวักไขว่ไปมาในบริเวณนั้น
ทุกคนต่างมองมายังน้องใหม่อย่างเราด้วยอากัปกิริยาต่างกันหลายรูปแบบบ้างก็เชื้อเชิญยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
บ้างก็ทำเฉยเมยบ้างก็วางก้ามว่าข้านี่แหละรุ่นพี่อย่าแหยมนะ  มิหนำซ้ำบางคนก็ทำหน้าตาดุ ๆใส่น้องใหม่เพื่อ
เป็นการตัดไม้ข่มนามแต่เนิ่น ๆนั่นเองน้องใหม่ทุกคนไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ถึงขะตากรรมของตัวเองว่า
คืนนี้เราจะถูกปฏิบัติการจากรุ่นพี่อย่างไรบ้างในระยะสองสามคืนแรกพวกรุ่นพี่ยังคงปล่อยให้รุ่นน้องปี1
ตายใจก่อน โดยยังไม่เริ่มปฏิบัติการแต่อย่างใดเพียงแต่ให้พวกรุ่นน้องทุกคนได้ม่เวลาทำความรู้จักคุ้นเคยกัน
เสียก่อนฉะนั้นน้องใหม่ทุกคนก็ยังเย็นใจว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นและสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ
นักศึกษามักจะมารวมตัวกันที่ห้องโถงนั่งเล่นเพื่อดูโทรทัศน์ซึ่งจะอยู่ตรงกลางระหว่างปีกอาคาร
2 ปีกที่แยกออกไปเป็นห้องพักของนักศึกษาหญิงในแต่ละชั้น</p>
<p>กิจวัตรประจำของพวกเราเด็กใหม่ปี 1ก็คือเข้าก็แต่งตัวไปเรียนหนังสือโดยการถีบพาหนะคู่ใจอันได้แก่
รถจักรยานบ้างก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์  บางคนก็ใช้วิธีเดินหอพักหญิงสองอาคารนี้ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากอาคารเรียน
พอควรซึ่งถ้าจะรวมอาณาบริเวณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็นับได้ว่ามีอาณาเขตกว้างขวางพอสมควร</p>
<p>ทั้งนี้เพราะว่าเป็นเขตพระราชฐานเก่าแก่เมื่อครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ตลอดแนวทางเดินสองข้างทางจะปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลายต้นอันนำมาซึ่งความร่มรื่น
แก่ผู้ใช้ทางเดินสัญจรไปมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชีวิตสมัยเป็นนักศึกษาปีแรกนั้นมันช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกหลากหลายมีทั้งความสุขสนุกสนาน<br />
ทุกข์เศร้าเคล้าน้ำตา  เหงาหงอยและตื่นเต้น !!!โดยเฉพาะชีวิตนักศึกษาที่ต้องอยู่ประรจำหอพักในมหาวิทยาลัยหรือ<br />
เรียกสั้น ๆ ว่า“เด็กหอ”นั้นอย่าให้บอกเลยว่ามันส์ขนาดไหนสถาบันที่เป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ข้าพเจ้าโดยการ<br />
ใช้ชีวิตเป็นเวลา4 ปีเต็ม ๆ นั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯเท่าใดนัก  ระยะทางในราวประมาณ 50กว่ากิโลเมตร<br />
นั่งรถบัสจากสถานีขนส่งสายใต้ก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษถ้าขับรถส่วนตัวไปเองก็คงจะไม่เกิน 1ชั่วโมงเพื่อ<br />
บรรลุถึงเป้าหมายในชีวิตของความเป็นนักศึกษา  นั่นก็คือการรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของ<br />
พระบาทสมด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อสำเร็จการศึกษาในขั้นปริญญาตรีแล้วนั่นเอง</p>
<p><span id="more-24"></span></p>
<p>แน่นอน !! สิ่งหนึ่งซึ่งสถาบันระดับอุดมศึกษาจะขาดเสียมิได้  นั่นก็คือ“พิธีรับน้องใหม่”<br />
ถ้าจะพูดไปแล้วมหาวิทยาลัยที่ข้าพเจ้าร่ำเรียนนั้นก็มีชื่อเสียงพอสมควรไม่แพ้สถาบันแห่งอื่น<br />
ๆ ในเรื่องพิธีที่ว่านี้  มันเป็นภาพที่ติดตา  ตรึงใจและประทับใจจนตายก็ว่าได้<br />
เพราะชีวิตนี้คงจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นตามปกติทั่วไปสถาบันต่าง ๆ เขาก็จะมีพิธี<br />
รับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัยแต่เมื่อมาอยู่ประจำหอพักก็จะมีเพิ่มขึ้นมาอีก  1 พิธี  นั่นก็คือ “รับน้องหอ”</p>
<p>และเจ้าพิธีที่ว่านี้แหละที่ได้คาดคั้นเอาน้ำตาหลายต่อหลายหยดออกมาจากเบ้าตาของนักศึกษาปีที่<br />
1 มาก็หลายต่อหลายคนแล้วคืนแรกของการเป็นนักศึกษาประจำหอพักมันช่างน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร<br />
นับตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในรั้วของมหาวิทยาลัยตึกเรียนเป็นหลังสักประมาณ 2 – 3 อาคารเรียน<br />
ห้องสมุด  ห้องอาหาร  ห้องธุรการ</p>
<p>ห้องพักอาจารย์ผู้สอนหรือแม้กระทั่งหอพักบางส่วนที่อาศัยอยู่ชั้นบนของอาคารเรียนอันรวม<br />
อยู่ในบริเวณเรียนแห่งนั้นอาจารย์ที่กำลังสอนหนังสือ  นักศึกษารุ่นพี่ที่เดินขวักไขว่ไปมาในบริเวณนั้น<br />
ทุกคนต่างมองมายังน้องใหม่อย่างเราด้วยอากัปกิริยาต่างกันหลายรูปแบบบ้างก็เชื้อเชิญยิ้มให้อย่างเป็นมิตร<br />
บ้างก็ทำเฉยเมยบ้างก็วางก้ามว่าข้านี่แหละรุ่นพี่อย่าแหยมนะ  มิหนำซ้ำบางคนก็ทำหน้าตาดุ ๆใส่น้องใหม่เพื่อ<br />
เป็นการตัดไม้ข่มนามแต่เนิ่น ๆนั่นเองน้องใหม่ทุกคนไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ถึงขะตากรรมของตัวเองว่า<br />
คืนนี้เราจะถูกปฏิบัติการจากรุ่นพี่อย่างไรบ้างในระยะสองสามคืนแรกพวกรุ่นพี่ยังคงปล่อยให้รุ่นน้องปี1<br />
ตายใจก่อน โดยยังไม่เริ่มปฏิบัติการแต่อย่างใดเพียงแต่ให้พวกรุ่นน้องทุกคนได้ม่เวลาทำความรู้จักคุ้นเคยกัน<br />
เสียก่อนฉะนั้นน้องใหม่ทุกคนก็ยังเย็นใจว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นและสิ่งหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ<br />
นักศึกษามักจะมารวมตัวกันที่ห้องโถงนั่งเล่นเพื่อดูโทรทัศน์ซึ่งจะอยู่ตรงกลางระหว่างปีกอาคาร<br />
2 ปีกที่แยกออกไปเป็นห้องพักของนักศึกษาหญิงในแต่ละชั้น</p>
<p>กิจวัตรประจำของพวกเราเด็กใหม่ปี 1ก็คือเข้าก็แต่งตัวไปเรียนหนังสือโดยการถีบพาหนะคู่ใจอันได้แก่<br />
รถจักรยานบ้างก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์  บางคนก็ใช้วิธีเดินหอพักหญิงสองอาคารนี้ตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากอาคารเรียน<br />
พอควรซึ่งถ้าจะรวมอาณาบริเวณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็นับได้ว่ามีอาณาเขตกว้างขวางพอสมควร</p>
<p>ทั้งนี้เพราะว่าเป็นเขตพระราชฐานเก่าแก่เมื่อครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว<br />
ตลอดแนวทางเดินสองข้างทางจะปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่หลายต้นอันนำมาซึ่งความร่มรื่น<br />
แก่ผู้ใช้ทางเดินสัญจรไปมา  ในสมัยแรก ๆ จึงยังมีอาคารเรียนเพียง 2 – 3อาคารเท่านั้น  หอพักหญิงก็มีจำนวนน้อย<br />
ประมาณ  2  อาคารเช่นกันถ้าต้องการเดินไปอาคารเรียนพวกเรามักจะนิยมเดินเลาะไปตามถนนใหญ่เรื่อย ๆ<br />
มาจนถึงบริเวณที่เป็นสระน้ำกว้างใหญ่ซึ่งปกคลุมไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ นานา<br />
ทางลัดที่ใช้กันก็คือสะพานข้ามเชื่อมโยงระหว่างบริเวณอาคารเรียนติดต่อกับทางเดินไปยังหอพัก<br />
ระยะทางจึงค่อนข้างเปลี่ยวในยามค่ำคืน และจะสดชื่นมากในยามเข้าอย่างไรก็ตาม<br />
นักศึกษามักจะนิยมพักครึ่งทางโดยนั่งคุยกันริมสระน้ำซึ่งจะมีเก้าอี้นั่งเล่นเรียงรายอยู่รอบๆ เป็นจุดไปและมักจะ<br />
มีเรื่องเล่าขานต่อ ๆ  กันมาหลายยุคหลายรุ่นนักศึกษาว่าบริเวณทางเดินแห่งนี้เป็นบริเวณที่น่ากลัวมากในยามค่ำคืน<br />
เพราะว่าจะมีคนเห็นอะไรที่แปลก ๆโดยไม่คาดฝันเสมอโดยเฉพาะในเวลายามวิกาลถ้าใครที่มี<br />
ความจำเป็นจะต้องใช้เส้นทางนั้นเดินกลับไปยังหอพักเพียงคนเดียวแล้วก็คงจะต้องจ้ำอ้าวๆ  เพื่อให้ถึงทีหมายเร็ว  ๆ<br />
ในขณะที่เดินไปถ้าเกิดมีเสียงอไรดังขึ้นมานิดหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเสียงของจ๊ะกจั่นเรไร<br />
ถ้าไม่รวบรวมสติให้ดี ๆ ก็คงได้ตกใจหัวโกร๊นเป็นแน่มิหนำซ้ำอุปทานก็เล่นเอาคนเดินเหงื่อท่วมตัวได้เหมือนกัน  ทั้ง ๆ<br />
ที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนเลยเรียกว่าแทบจะอยู่กลางทุ่งนาที่มีลมพัดโชยมากระทบตัวตลอดเวลาฉะนั้นพวกเราน้องใหม่<br />
จึงนิยามแฟชั่นไปไหนมาไหนกันเป็นกลุ่มแบบเลือดสุพรรณ ฯนับวันเรื่องประเภทนี้กิยิ่งเริ่มหนาหูและเป็นที่กล่าวขาน<br />
มากขึ้นในกลุ่มอาจารย์และนักศึกษาบ้างก็เล่าว่าในหอพักนักศึกษาขายบ่อยครั้งในยามดึกบางคนมักจะพบเห็นผู้หญิง<br />
แต่งตัวในชุดไทยเดินปรากฏกายให้เห็นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสวยงาม และทักทายแต่ถ้าโชคร้ายก็อาจจะมาในรูปร่าง<br />
น่ากลัวน่าเกลียดบางครั้งก็เป็นหญิงชราหรือชาวนา และหลายครั้งก็มาในรูปแบบของการหลอกหลอน<br />
นั่นคือการปรากฏกายเพียงท่อนบนของร่างกาย ในกระจกเงาที่เราใช้แต่งตัวในห้องพักสิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์<br />
ได้ว่าเป็นจริงรึเปล่าเมื่อวันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีเรื่องเช่นนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ<br />
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หอหญิงจะนิยมการเล่นผีถ้วยแก้วมากแต่ก็ต้องนั่งจับกลุ่มกันเพราะความกลัว<br />
บางคนก็เล่าว่าในเวลากลางคืนมักจะได้ยินเสียงดนตรีไทยเมื่อเสียงเริ่มชัดเจนและใกล้เข้ามาก็ทนไม่ไหวสงสัยนักว่า<br />
ใครหนอมานั่งเล่นเพลงไทยเดิมในยามวิกาลเงียบสงัดเช่นนี้</p>
<p>หนักเข้าความอยากรู้อยากเห็นทำให้ตื่นขึ้นมากลางดึกเดินออกจากห้องพักไปตามเสียงเพลง<br />
ครั้นพอมาถึงห้องนั่งดูทีวีก็แทบช็อคหมดสติ  ยืนตัวแข็งนิ่งอยู่กับที่เพราะภาพที่ปรากฏต่อตาก็คือสตรีหลายนางแต่ง<br />
ชุดไทยเดิมนั่งพับเพียบบรรเลงเพลงไทยปี่พาทย์มโหรี  แค่ได้ยินคำเล่าขานเพียงเท่านั้น<br />
ข้าพเจ้ายังขนลุกซู่เลยถ้าต้องประสบกับตัวเองก็ยังเดาไม่ออกว่าจะรู้สึกเช่นไรเรื่องประเภทนี้เรามักจะได้รับฟังคำถ่ายทอดจาก<br />
รุ่นพี่หลายต่อหลายคนจนกระทั่งมีความรู้สึกกลัว  และไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียวใหม่ ๆ<br />
ก็ต้องปลุกเพื่อนร่วมห้องกลางดึกทุกครั้งเวลาจะไปห้องน้ำกลางคืน<br />
แล้วก็ให้ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำจนกว่าจะเสร็จภารกิจ</p>
<p>การรับน้องหอจะมีเป็นประจำทุกคืนไม่มีการยกเว้น  รุ่นพี่ปี 2, 3  และ 4<br />
จะมีตัวแทนซึ่งเรียกกันว่า “ว้ากเก้อร์”  มายืนตะโกนเสียงดัง ๆ ขู่บังคับให้รุ่นน้องปี 1 กระทำในสิ่งที่ตนต้องการให้ทำ<br />
ฉะนั้นถ้าใครที่มีหน้าตาสวยน่ารักหรือหล่อเหลาหน่อยก็จะถูกเรียกออกมาซ่อมเดี่ยวบ่อยๆ แทบทุกคืน  การรับน้องใหม่หรือ<br />
“การซ่อมน้อง”  จะคล้าย ๆกันทุกปีเพียงแต่ว่าว้ากเก้อร์ในแต่ละปีจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปเท่านั้นเอง<br />
ใครที่แก่นแก้วหรือเป็นจอมซ่าส์ในหมู่เพื่อนฝูงก็จะถูกพวกรุ่นพี่คอยจับตาเพ่งเล็งเป็นพิเศษ<br />
บ้างก็ให้กระโดดลงไปในสระน้ำทั้ง ๆ ที่ว่ายน้ำไม่เป็น  ให้ทำท่าประหลาด ๆเพื่อเรียกเสียงฮาจากเพื่อน ๆ<br />
นักศึกษาบางคนที่ไม่เคยได้พบเห็นการกระทำที่รุนแรงทนไม่ไหวถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ออกมาดังๆ<br />
ก็มียิ่งร้องไห้ก็จะยิ่งถูกขู่ตะคอกมากขึ้นหนทางเดียวที่ทำกันในหมู่พวกเราก็คือนั่งปรับทุกข์และด่าพวกรุ่นพี่ลับหลังทุกคืน</p>
<p>ในบรรดานักศึกษาปี 1ทั้งหมดพวกเราทุกคนต่างพากันอิจฉาเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งมาก “ก้อย”<br />
เป็นเด็กขี้โรคมีโรคประจำตัวคือปวดท้องอย่างรุนแรงเนื่องจากเป็นโรคกระเพาะอาหารรื้อรัง<br />
ดังนั้นก้อยจึงถูกยกเว้นไม่ต้องถูกซ่อมน้องใหม่ทุกคืนแต่ก็ต้องนอนพักอยู่ในห้องนอนเพียงลำพังคนเดียวทุกคืนเช่นกัน<br />
พวกเราบางครั้งที่เบื่อหน่ายกับพิธีการรับน้องก็พลอยอยากจะเป็นก้อยบ้างแต่พอคิดว่าจะต้องนอนอยู่ในห้องพักคนเดียว<br />
ก็ขยาดเหมือนกันเพราะเกรงว่าจะพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญในยามวิกาลแหม&#8230;มันก็ได้อย่างเสียอย่างอีกนั่นแหละ<br />
และแล้วในคืนหนึ่ง  เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในขณะที่รุ่นพี่ว้ากเก้อร์กำลังตะโกนซ่อมน้องอยู่ทุก ๆ<br />
คนกำลังร้องเพลงเชียร์และเพลงมหาวิทยาลัย  ฉับพลัน  สายตาทุก ๆคู่ก็จ้องมองไปยังจุดหมายเดียวกันนั้นคือ<br />
ก้อยซึ่งวิ่งร้องไห้กระหืดกระหอบลงมาจากห้องนอนชั้นสูงสุดของอาคารหอพักลงมายังชั้นล่างที่พวกเราชุมนุมกันอยู่<br />
ด้วยท่าทางหวาดกลัว ประกอบกับก้อยะเป็นคนเจ้าเนื้อ  ตัวกลม  ฉะนั้นกว่าจะวิ่งจากชั้น 4ลงมาชั้นล่างก็เล่นเอาเหงื่อ<br />
ตกหอบแฮ่ก ๆ ก้อยละล่ำละลักเล่าว่าขณะกำลังเคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้นได้เห็นหญิงชราคนหนึ่งใส่ชุดไทยเดินเข้ามา<br />
นั่งบนเตียงข้างใบหน้าของหญิงชราคนนั้นเฉยเมยไม่ยิ้มแย้มเลยในขณะที่เอ่ยปากถามไถ่อาการเจ็บป่วยของก้อย</p>
<p>“เป็นไงบ้าง&#8230;.รู้สึกอาการดีขึ้นบ้างไหม?”  ทั้ง ๆที่อยู่ในสภาพเหมือนฝันนั้นเอง  ก้อยก็ตอบหญิงชราคน<br />
นั้นว่า“ก็ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”  ในใจก็ให้สงสัยเป็นยิ่งนักว่าหญิงชราแก่ ๆคนนี้เป็นใครกันหนอ  แล้วเข้ามาในห้องนี้ตอนไหนกัน<br />
แต่มิทันที่ก้อยจะอ้าปากถามหญิงคนนั้นในข้อกังขาใด ๆทันใดนั้นหญิงขราคนนั้นก็ทำหน้าแสยะยิ้มแบบมีเลศนัยพร้อมทั้ง<br />
โต้ตอบกลับมาอันเป็นต้นเหตุที่ทำใสห้ตนต้องวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตว่า “นึกว่ายังไม่ดีขึ้น &#8230;. จะได้เอาไปอยู่ด้วย”หลังจาก<br />
เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นพวกเราก็วิตกกังวลและกลัวผีมากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว จนกระทั่งต้องไปอาศัยอยู่มาแต่แรกและก็ได้คำตอบ<br />
ว่าหอพักนักศึกษาหญิงแห่งนี้เคยเป็น “แดนประหาร”ในอดีตกาลมาก่อนดังนั้นจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอยู่เสมอหลัง<br />
จากมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับก้อยแล้วพวกคณาจารย์รวมทั้งนักศึกษารุ่นพี่และน้องใหม่ต่างก็ได้ร่วมมือกันจัดทำงานทำบุญตึก<br />
โดยนิมนต์พระสงฆ์มาสวดทำบุญให้กับดวงวิญญาณเหล่าสนั้นที่ยีงไม่ได้ไปผุดไปเกิดอย่าได้มาหลอกหลอนกันอีกเลยและ<br />
ขออุทิศผล บุญกุศลแด่ดวงวิญญาณทุกดวงรวมทั้งขอให้พวกเราทุกคน ได้พักอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้อย่างสุขสบายและ<br />
ปลอดภัยร่มเย็นเป็นสุข ตลอดระยะเวลาที่มาใช้ชีวิตร่วมกัน ณ ที่แห่งนั้นด้วยดูเหมือนว่าจะได้ผล  หลังจากการทำบุญตึก<br />
แล้วพวกเราขาวหอก็ไม่มีใครได้พบกับเหตุการณ์ประหลาดอีกเลยก็ขออนุโมทนาแผ่ส่วนกุศลแด่ดวงวิญญาณทุก ๆ ดวง<br />
และขอขอบคุณที่ตลอดเวลาตัวของข้าพเจ้านี้มิได้มีโอกาสเห็นเลย &#8230;.และก็ไม่คิดว่าอยากที่จะพบกับ ท่านเหล่านั้นด้วยเพราะ<br />
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วข้าพเจ้าก็เกรงว่าตัวเองอาจจะหัวโกร๋นก่อนจะสำเร็จการศึกษาก็เป็นได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/28/%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

