<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Ghost &#187; คืนวิปลาส</title>
	<atom:link href="http://thaighost.d-ja.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaighost.d-ja.com</link>
	<description>เล่าเรื่องผี เรื่องสยองขวัญ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Apr 2010 01:20:53 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คืนวิปลาส</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 23:09:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คืนวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[วันวิปราส]]></category>
		<category><![CDATA[วิปราส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=130</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>วัยรุ่นชายสองคนปรากฏตัวที่ดงกล้วยอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนพวกมันลักลอบมาขโมยกล้วยที่นี่ไปขายได้เงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนัก แต่เพียงพอปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาของพวกมัน เพราะทั้งสองตกเหวยาบ้าจนโงหัวไม่ขึ้น คืนนี้อันธพาลทั้งสองอาศัยแสงจันทร์ข้างขึ้น เดินลัดเลาะแปลงสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ของมหาวิทยาลัย จนเข้ามาถึงดงกล้วยแห่งนี้ “มึงรู้มั้ย คนเรียนที่นี่มีแต่คนโง่ๆ” คนรูปร่างผอมสูงกระซิบ ท่ามกลางความมืดและเงียบผิดปกติ ไม่ได้ยินแม้เสียงหรีดหริ่งเรไร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง “กูได้ยินว่ามหา-ลัยที่ไหนก็สอนให้คนฉลาดทั้งนั้นแหละ” คนเตี้ยล่ำแย้ง “มึงดูนี่ซีวะ กล้วยเต็มสวนยังไม่มีปัญญาตัดไปขาย” คนผอมสูงวาดมือไปรอบดงกล้วย “งั้นมึงกับกูสอนพวกมันหน่อย คนฉลาดทำกันยังไง” คนเตี้ยล่ำพูดจบก็หัวเราะเอิกอาก จนคนผอมสูงต้องสะกิดให้รู้ว่า กำลังอยู่ในฐานะขโมย แล้วกล่าวเตือนสติคู่หู “เบาๆหน่อยซีวะ เดี๋ยวไอ้ยามแก่นั่นได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอกมึง” แม้เวลานี้บริเวณดงกล้วยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผ่านมาตรวจการ แต่ความเคลื่อนไหวของขี้ยาทั้งสองถูกเฝ้ามองจากสายตาคู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวรางและลมโกรกไปทั่วบริเวณ ทำให้ใบกล้วยกวัดแกว่งเกิดเงาพร่ามัวแต้มพื้นดิน คล้ายทุกสิ่งอย่างในดงกล้วยมีชีวิตลุกเดินพล่าน หากเวลานี้มีคนขวัญอ่อนพลัดหลงเข้ามาคงขวัญกระเจิงได้ง่ายๆ แต่ทาสยาทั้งสองกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ต่างล้มต้นกล้วยด้วยพร้าที่ติดมือเข้ามาพร้อม ทั้งสองคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆหวีโตๆ ตามคนรับซื้อกำซับมา จนได้จำนวนตามใบสั่ง จึงใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดรวบเครือกล้วยห้อยเป็นพ่วง สอดไม้คานเตรียมยกขึ้นบ่า พลันนั้นสายตาของคนเตี้ยล่ำก็</p>
<p>สะดุดร่างหนึ่งยืนห่างเบื้องหน้าไม่ถึงสิบก้าว มันสะกิดข้อศอกคู่หูพร้อมชี้นิ้วให้ดู ทันทีทั้งสองเห็นร่างนั้น ขนทั่วกายก็ลุกพรึบพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ร่างนั้นกระจ่างชัดขึ้นเหมือนเรืองแสงได้ในความมืด เผยให้เห็นเจ้าของร่างเป็นหญิงสาวสวมชุดโจงกระเบนแบบโบราณ เพียงผ้าผืนเดียวพันเกาะอก เปลือยไหล่และช่วงเอว อวดผิวขาวเหมือนนวลใบตอง พอขี้ยาเห็นภาพนั้นเต็มตา ต่างมองหน้ากันไปมา คล้ายให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในสมองสั่งการตรงกันว่า หญิงเบื้องหน้าเป็นใครไม่ได้นอกจากผีนางตานี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/230972764_a002a9858c.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-131" title="230972764_a002a9858c" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/230972764_a002a9858c-300x201.jpg" alt="230972764_a002a9858c" width="300" height="201" /></a></p>
<p>วัยรุ่นชายสองคนปรากฏตัวที่ดงกล้วยอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนพวกมันลักลอบมาขโมยกล้วยที่นี่ไปขายได้เงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนัก แต่เพียงพอปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาของพวกมัน เพราะทั้งสองตกเหวยาบ้าจนโงหัวไม่ขึ้น คืนนี้อันธพาลทั้งสองอาศัยแสงจันทร์ข้างขึ้น เดินลัดเลาะแปลงสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ของมหาวิทยาลัย จนเข้ามาถึงดงกล้วยแห่งนี้ “มึงรู้มั้ย คนเรียนที่นี่มีแต่คนโง่ๆ” คนรูปร่างผอมสูงกระซิบ ท่ามกลางความมืดและเงียบผิดปกติ ไม่ได้ยินแม้เสียงหรีดหริ่งเรไร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง “กูได้ยินว่ามหา-ลัยที่ไหนก็สอนให้คนฉลาดทั้งนั้นแหละ” คนเตี้ยล่ำแย้ง “มึงดูนี่ซีวะ กล้วยเต็มสวนยังไม่มีปัญญาตัดไปขาย” คนผอมสูงวาดมือไปรอบดงกล้วย “งั้นมึงกับกูสอนพวกมันหน่อย คนฉลาดทำกันยังไง” คนเตี้ยล่ำพูดจบก็หัวเราะเอิกอาก จนคนผอมสูงต้องสะกิดให้รู้ว่า กำลังอยู่ในฐานะขโมย แล้วกล่าวเตือนสติคู่หู “เบาๆหน่อยซีวะ เดี๋ยวไอ้ยามแก่นั่นได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอกมึง” แม้เวลานี้บริเวณดงกล้วยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผ่านมาตรวจการ แต่ความเคลื่อนไหวของขี้ยาทั้งสองถูกเฝ้ามองจากสายตาคู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวรางและลมโกรกไปทั่วบริเวณ ทำให้ใบกล้วยกวัดแกว่งเกิดเงาพร่ามัวแต้มพื้นดิน คล้ายทุกสิ่งอย่างในดงกล้วยมีชีวิตลุกเดินพล่าน หากเวลานี้มีคนขวัญอ่อนพลัดหลงเข้ามาคงขวัญกระเจิงได้ง่ายๆ แต่ทาสยาทั้งสองกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ต่างล้มต้นกล้วยด้วยพร้าที่ติดมือเข้ามาพร้อม ทั้งสองคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆหวีโตๆ ตามคนรับซื้อกำซับมา จนได้จำนวนตามใบสั่ง จึงใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดรวบเครือกล้วยห้อยเป็นพ่วง สอดไม้คานเตรียมยกขึ้นบ่า พลันนั้นสายตาของคนเตี้ยล่ำก็</p>
<p><span id="more-130"></span>สะดุดร่างหนึ่งยืนห่างเบื้องหน้าไม่ถึงสิบก้าว มันสะกิดข้อศอกคู่หูพร้อมชี้นิ้วให้ดู ทันทีทั้งสองเห็นร่างนั้น ขนทั่วกายก็ลุกพรึบพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ร่างนั้นกระจ่างชัดขึ้นเหมือนเรืองแสงได้ในความมืด เผยให้เห็นเจ้าของร่างเป็นหญิงสาวสวมชุดโจงกระเบนแบบโบราณ เพียงผ้าผืนเดียวพันเกาะอก เปลือยไหล่และช่วงเอว อวดผิวขาวเหมือนนวลใบตอง พอขี้ยาเห็นภาพนั้นเต็มตา ต่างมองหน้ากันไปมา คล้ายให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในสมองสั่งการตรงกันว่า หญิงเบื้องหน้าเป็นใครไม่ได้นอกจากผีนางตานี หลังจากกั้นอารมณ์ไว้ระยะหนึ่งเหมือนกาน้ำเดือดพล่านที่ฝาปิดสนิท พอถึงขีดสุดฝานั้นก็ปะทุทันที “ผะ&#8230;ผีหลอก!” ทาสยาทิ้งหาบกล้วยเร็วพลัน แหกร้องลั่นวิ่งขวัญกระเจิงออกจากดงกล้วย และเหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำพวกมันฝันร้ายไปตลอดชีวิต หากทั้งสองหันหลังมองสักนิด จะเห็นหญิงเมื่อครู่กำลังกลายร่างเป็นต้นกล้วย จากนั้นบรรยากาศก็กลับเป็นปกติเหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่นี่ เวลาเดียวกัน รถเก๋งคันหนึ่งกำลังชะลอตัวเมื่อใกล้ถึงด่านทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัย พนักงานรักษาความปลอดภัยนั่งในป้อมเหลือบเห็นพอดี จึงกุลีกุจอออกมาเปิดประตู ก่อนคนขับจะบีบแตรเหมือนคืนวาน เขาไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นครั้งสอง เพราะรู้ดีว่าคนขับคืออาจารย์วิทิตที่แม้แต่อธิการบดียังเกรงใจบุคคลผู้นี้ “ยังไม่นอนเหรอ สมปอง” คนอยู่ในรถไขกระจกทักทายหนุ่มยาม กลิ่นแอลกอฮอล์โชยออกมากับคำทักทายนั้น “เมื่อวานผมหลับงีบเดียวเองนะครับ ตอนอาจารย์มาถึง” หนุ่มยามแก้ต่างให้ตัวเอง รู้ดีว่าอาจารย์กระทบกระเทียบไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน “ฉันไม่ได้ว่าอะไรสมปองสักหน่อยนี่นา” น้ำเสียงอย่างคนอารมณ์ดี “ผมขอบคุณอาจารย์มากนะครับ ที่ไม่รายงานความประพฤติของผม ไม่อย่างนั้นผมคงตกงานไปแล้ว” มือประสานเกร็งบริเวณท้องน้อย เหมือนเด็กนักเรียนยืนสารภาพกับครู หลังจากถูกจับได้ว่าแอบกินขนมในห้องเรียน “อย่าคิดมากเลยสมปอง เอานี่ไว้แก้ง่วงสักป๋องมั้ยล่ะ” วิทิตยืนเบียร์กระป๋องให้ยามหนุ่ม “ไม่ล่ะครับ ผมยังอยู่ในหน้าที่ครับอาจารย์” หนุ่มยามยกมือปฏิเสธเร็วไว เพราะของมึนเมาเป็นสิ่งต้องห้ามในเวลางาน “ถ้างั้น ออกเวรตอนเช้าเดินไปเอาที่บ้านพักนะ” อาจารย์พูดเพราะมองเห็นลูกกระเดือกของหนุ่มยามเคลื่อนไหวเหมือนเปรี้ยวปาก เต็มแก่ แล้วออกรถทันที หนุ่มยามมองหลังรถที่เคลื่อนไปตามถนนสายหลักของมหาวิทยาลัย อดคิดไม่ได้ว่าคนขับรถอยู่นั้นจะผกผันชีวิตตัวเองเพียงชั่วสัปดาห์ จากเคยเคร่งขรึมเป็นเมากริ่มอารมณ์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ความจริงสมปองไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากนัก เพราะตำแหน่งยามเฝ้าประตูต่ำชั้นราวฟ้ากับดินหากเปรียบนักวิจัยชื่อเสียง ระดับโลกอย่างอาจารย์วิทิต จึงไม่อยากสอดรู้เรื่องระดับสูง เพียงได้ยินคนซุบซิบเหตุที่อาจารย์ต้องอาศัยน้ำเมาเผาใจเพราะถูกคนรักตีจาก ถึงกระนั้นสมปองก็รู้สึกหดหู่ที่เห็นอาจารย์วิทิตอยู่ในสภาพมึนเมา เข้าใจว่าทุกคนในมหาวิทยาลัยคงรู้สึกเช่นเดียวกับเขา เพราะส่วนมากรักและนับถืออาจารย์ เห็นได้จากงานวันเกิดท่านแต่ละปี สมปองต้องทำงานหนักเพราะไม่มีงานไหนที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย จะรวบรวมอาจารย์และนักศึกษาได้มากมายเพียงนี้ เบื้องลึกในใจของสมปองคิดแอบชื่นชมอาจารย์เป็นส่วนตัวอยู่แล้ว เนื่องจากเขาทำงานที่นี่เกือบสิบปีไม่เคยได้ปรับขั้นเงินเดือน พออาจารย์มาอยู่เพียงสามปี เขาได้ปรับเงินเดือนแถมท้ายปียังได้เงินสงเคราะห์เป็นหลักหมื่นอีกต่างหาก และเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องมาห้าปีแล้ว เหตุว่าชื่อเสียงของอาจารย์ทำให้มีนักศึกษาทั่วสารทิศแห่มาเรียนที่นี่ เมื่อก่อนนักศึกษามีไม่ถึงหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้คงเลยหมื่นไปแล้ว สมปองไม่รู้มากนักว่าเพราะอะไรจึงทำให้ชื่อเสียงอาจารย์โด่งดังเป็นพลุแตก จำได้เพียงเมื่อห้าปีก่อนท่านเดินทางไปรับรางวัลที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนเล่าให้สมปองฟังว่าเห็นอาจารย์วิทิตตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจอโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ แต่สมปองไม่ชอบอ่านหนังสือและไม่ชอบดูทีวีจึงไม่รู้เรื่องราวเหล่านั้น วิทิตพารถมาจอดที่โรงรถที่มืดผิดปกติ เปิดประตูออกมาจึงรู้ว่าไฟส่องสว่างในโรงรถดับ แต่ไฟตามอาคารและถนนยังส่องเล็ดลอดเข้ามาให้เห็นเพียงขมุกขมัว หากไม่เพราะฤทธิ์ดีกรีคงใช้สายตาได้ดีกว่านี้ เขาจัดการล็อกประตูรถเสร็จสรรพ หันหน้าก้าวขาเดินออกจากโรงรถ พลันนั้น “โครมมม” สัญชาตญาณระแวงภัยผลักเข้าอย่างจัง จนสะดุ้งหลังกระแทกตัวรถ เพราะสายตากระทบร่างหนึ่งยืนตระหง่านตรงประตู ในมือถืออะไรบางอย่างเป็นท่อนยาว “ใครน่ะ” วิทิตตะโกน น้ำเสียงสั่นกลัว “กระผมเอง&#8230;ลุงสุขครับอาจารย์” เจ้าของร่างที่ยืนอยู่ประตูบอกนามตนเอง พร้อมกับวิ่งเข้าประคองอาจารย์หนุ่ม ไม่คาดคิดว่าตนเองจะทำอาจารย์ตกใจถึงเพียงนี้ “ลุงสุขเหรอ” อาจารย์หนุ่มรำพึง เผลอยกมือคลำหน้าอก มันเป็นกิริยาที่สูญหายจากตัวนานแล้ว บัดนี้วิทิตกลับทำท่าทางนี้อีกครั้งหลังจากตกอยู่ในภาวะตื่นกลัว “ผมเอาหลอดไฟมาเปลี่ยนครับ” รีบบอกเหตุผลที่ตนเองทำอาจารย์ตกใจ “ขอโทษครับอาจารย์” ระหว่างยืนคุยกัน ลุงสุขได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้ง จึงรู้เพราะเหล้าที่ทำให้อาจารย์ตกใจเพียงนี้ เนื่องจากคุ้นเคยกับอาจารย์หลายปีไม่เห็นท่านแสดงอาการอย่างนี้มาก่อน ลุงสุขมองหลังอาจารย์รุ่นลูกเดินหายเข้าหลังอาคาร บอกตัวเองว่าอาจารย์เปลี่ยนไปมาก แม้ตัวเองจะสนิทสนมกับท่านกว่าใครอื่นในมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าท่านจะชอบกินเครื่องดองของเมา และนึกไม่ถึงความรักเมื่อเป็นพิษจะเปลี่ยนคนได้ถึงเพียงนี้ ลุงสุขประหวัดถึงวันแรกที่อาจารย์ย้ายมา แกได้รับมอบหมายเป็นคนจัดที่พักให้กับอาจารย์ ตอนเห็นอาจารย์ครั้งแรก แกถึงกับไม่เชื่อสายตาเพราะเค้าหน้าเหมือนลูกชายที่เสียชีวิตเมื่อปีก่อน ทั้งโครงร่างส่วนใหญ่ก็ไม่ผิดตาไปจากลูกชายเลยสักนิด ต่างเพียงสีผิวเท่านั้น ที่ลูกชายของแกออกคล้ำกว่าอาจารย์ ตอนนั้นหลังจากลูกชายปลดจากทหารเกณฑ์ แกจึงให้สมัครเป็นยามอยู่ที่นี่ แต่ทำงานไม่ถึงหกเดือนก็เสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ช่วงนั้นแกเสียใจมากเพราะมีลูกคนเดียว ซ้ำร้ายยังจากไปกะทันหันอีกต่างหาก เช้านั้นลูกชายแกต้องเข้ายามกะเช้า แต่แกยังไม่เห็นลูกชายลุกตื่น จึงเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน พบร่างลูกชายเสียชีวิต นอนแผ่หลาบนเตียง หมอบอกเพียงว่าเป็นอาการหัวใจล้มเหลว แกไม่อยากเชื่อนักเพราะคนร่างกายกำยำ ไม่กินเหล้า และไม่สูบบุหรี่อย่างนี้จะหัวใจล้มเหลว ถึงอย่างไรแกไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์ฟัง แต่เห็นหน้าอาจารย์คราวใดก็แอบประหวัดถึงลูกชายแทบทุกครั้ง วิทิตเดินอ้อมอาคารหลังหนึ่ง จนมาปรากฏตัวอยู่บริเวณสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัย เบื้องหน้าเป็นสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ มีเนื้อที่เกือบห้าร้อยไร่ แบ่งทุกส่วนใช้สอยอย่างเป็นระบบจนได้รับยกย่องเป็นสถานีทดลองมาตรฐานแห่ง หนึ่งของโลก และเขาเป็นคนเนรมิตขึ้นมากับมือ ถึงแม้จะมีถนนพาดผ่านใจกลางสถานีทดลอง แต่วิทิตก็ห้ามรถยนต์วิ่งเข้ามาบริเวณนี้เด็ดขาด อนุญาตเพียงจักรยานและรถไฟฟ้าที่ประกอบขึ้นใช้ภายในพื้นที่โดยเฉพาะ เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้เกิดมลพิษจากท่อไอเสียในสถานีทดลองแห่งนี้ วิทิตตัดสินใจเดินไปที่ตึกพัก แทนที่จะปั่นจักรยานเหมือนทุกครั้ง สายตามองตึกปูนสองชั้นที่ห่างออกไปเบื้องหน้าราวห้าร้อยเมตร ซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวในบริเวณกว้างใหญ่แห่งนี้ แสงจันทร์ซีดเหลืองอาบหลังคาตึกผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยิ่งทำให้อารมณ์หม่นเศร้ามากขึ้น เมื่อก่อนตรงนั้นเป็นสถานที่เพียบพร้อมด้วยความรัก แต่บัดนี้กลับเป็นสถานีที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่คอยทิ่มแทงใจ จนทำให้วิทิตต้องอาศัยน้ำเมาเพื่อดับพิษแผลรักดังกล่าว และตึกปูนนั้นเคยเป็นศาลเพื่อพิพากษาความเป็นความตายของชีวิต เมื่อผู้หญิงที่ตนรักและหวงแหนที่สุด ยื่นคำขาดระหว่างตัวเธอกับงานวิจัย วิทิตยืนกรานเลือกทั้งสอง เพราะชีวิตนี้ขาดสองสิ่งนี้ไม่ได้ แต่แล้วเขาก็ไม่อาจฝ่าฝืนกฎตายที่ว่า งานวิทยาศาสตร์กับความรักเป็นเส้นขนาน แต่ก่อนเขาเคยสงสัยทำไมนักวิทยาศาสตร์สำคัญของโลกถึงเป็นโสด บัดนี้วิทิตตอบคำถามนั้นด้วยตัวเองแล้ว วิทิตรำพึงรำพันหวนอดีตอันเจ็บปวดจนเดินมาถึงครึ่งทางเกิดปวดเยี่ยวกะทันหัน ใช้สายตาประมาณระยะทางคงไปไม่ถึงตึกพักเป็นแน่ เขาเคยพร่ำสอนนักศึกษาอย่าขับถ่ายเรี่ยราดในสถานี แต่ว่าคืนนี้คงฝืนกฎที่ตัวเองตั้งขึ้นเสียเอง นึกตำหนิตัวเองว่านิสัยชอบมักง่ายมีอยู่ในตัวทุกคน ขึ้นอยู่กับใครจะข่มมันไว้ได้เท่านั้น อาจารย์หนุ่มเดินเร็วรี่จนถึงดงกล้วย แวะเข้าไปแล้วจัดการขับถ่ายน้ำเสีย ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนมีสายตากำลังจ้องมองจากที่ไหนสักแห่ง ปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นความรู้สึกที่นึกขึ้นเองขณะตัวเองทำผิด แต่ก็กวาดสายตามองรอบๆเพื่อให้แน่ใจ พลันนั้นสายตาสะดุดอะไรบางอย่างเป็นเงาดำแล่นแวบเข้าหลังต้นกล้วย น้ำเสียขาดตอนทันที รีบรูดซิบแล้วเดินไปดูให้แน่ชัด เป็นนิสัยที่อยู่ในตัวตั้งแต่เด็ก และนิสัยเดียวกันนี้เองที่เป็นแรงผลักดันจนมายืนจุดสูงสุดนี้ได้ วิทิตจะไม่ยอมให้มีสิ่งค้างคาใจเด็ดขาด สำหรับเขาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีคำตอบเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เสมอ อาจารย์หนุ่มเดินเข้าไปใกล้ จึงรู้ว่าเป็นกล้วยตานีต้นนั้นที่นักศึกษาใหม่คนหนึ่งนำมาปลูก และหลงหูหลงตาของเขาจนเติบใหญ่เต็มที่ ความจริงเขาให้ลูกศิษย์เลี้ยงเนื้อเยื้อกล้วยน้ำหว้า แต่มีคนหนึ่งเลี้ยงผิดเยื้อกว่าจะรู้ก็สูงท่วมหัว จะตัดทิ้งก็กลัวเด็กเสียกำลังใจจึงปล่อยเลยตามเลย เพราะกิจกรรมนี้เป็นเพียงบททดสอบระดับความสนใจของพวกเขาเท่านั้น หากจะผิดพลาดบ้างจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก เมื่อตรวจอย่างละเอียดจึงบอกตัวเองว่าเป็นเพียงตาฝาด เพราะไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น เขาเคยอ่านพบว่าแอลกอฮอล์ทำให้เกิดหูแว่วและภาพหลอนได้ง่าย ระหว่างคิดหันหลังกลับนั้น ปรากฏบางอย่างหยุดแหมะบนหัว ยกมือลูบจึงรู้เป็นน้ำเหนียวคล้ายกาวแป้ง ตามมาด้วยเสียงครวญเหมือนหญิงท้องสาวในห้องคลอด แหงนมองยอดกล้วยอันเป็นที่มาของต้นเสียง ท่ามกลางแสงจันทร์ซีดเหลืองเห็นปลีกำลังเบ่งดันออกจากช่อกล้วย บัดนี้วิทิตเป็นส่วนหนึ่งของความทรมาน เหมือนเสียงนั้นเป็นมนตราสาปเขาเป็นอัมพาต ไม่มีเรี่ยวแรงขยับอวัยวะทุกส่วน มีเพียงความรู้สึกเจ็บร้าวที่ถาโถมเข้าสู่ห้วงคิด ความเป็นเหตุเป็นผลที่เขาเคยใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เหมือนถูกลบทิ้งไปแล้วจากแฟ้มสมอง ซ้ำร้ายวิทิตรู้สึกลำบากเหลือเกินที่จะแยกแยะระหว่างหลับและตื่น ภาพสยดสยองยังดำเนินต่อไป ปลีพ้นช่อยอดออกมา แล้วค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าสวยดุของหญิงสาว วิทิตกลัวสุดขีดแต่ไม่มีทางหลบหลีก ปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยทิ้งยวงลงระใบหน้า และดูเหมือนใบหน้านั้นกำลังย้อยลงใกล้เขาทุกขณะ ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ “อาจารย์ครับ&#8230;อาจารย์” เสียงเรียกดังขึ้น วิทิตรู้สึกมือหนึ่งสะกิดที่ข้อศอก ก่อนจะทรุดฮวบลงตรงนั้น เหมือนหน้ามืดเป็นชั่วขณะ สักพักรูปหน้าของลุงสุขจึงปรากฏให้เห็นรางเลือนในความมืดสลัว และพบตัวเองอยู่บนตักของชายชรา “กระผมเห็นอาจารย์เดินเข้าดงกล้วย นึกว่าเจอขโมยเลยรีบมาดู กลัวอาจารย์โดนทำร้าย” รีบบอกเหตุผล นึกเดาว่าเหตุการณ์คงเป็นเหมือนโรงรถ ที่ตนเองเป็นตัวการทำให้ท่านตกใจ วิทิตลุกขึ้นได้ สติสมประดีกลับเป็นปกติ แล้วผลุนผันเดินหนีจากตรงนั้นโดยไม่กล่าวอะไรกับลุงสุข เป็นอีกอาการหนึ่งที่ลุงสุขเพิ่งเคยเห็นจากอาจารย์ท่านนี้ วิทิตเดินมาถึงตึกพัก นึกย้อนเหตุการณ์เมื่อครู่อดพรั่นพรึงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย พยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพราะฤทธิ์น้ำเมาจึงทำให้เห็นภาพหลอน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความเมา วิทิตเดินขึ้นบันไดที่ใช้เป็นห้องพัก ส่วนด้านล่างเป็นที่ทำงานและสอนนักศึกษา พอถึงชั้นบนรู้สึกผิดตาไปจากเดิม ทุกวันสิ่งของเคยวางรกตาแต่คืนนี้กลับเป็นระเบียบ เขาแน่ใจตลอดสัปดาห์ไม่เคยเก็บกวาดข้าวของพวกนี้เลย อีกทั้งกำชับป้าสมศรีที่เป็นแม่บ้านห้ามขึ้นมาบนนี้จนกว่าได้รับคำสั่ง เพราะอยากให้สิ่งของวางที่เดิมเหมือนวันที่คนรักเดินหนีจากชีวิต เขาตั้งใจให้ความปวดร้าวตกผนึกไปพร้อมกับวันเวลา และเชื่อว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานจะหายหรือผ่อนคลายไปเองเมื่อถึงขีดสุดของ มัน ระหว่างนั้นวิทิตได้กลิ่นหอมเย็น เหมือนมีใครฉีดน้ำหอมบางชนิดภายในห้อง นึกว่าคงเป็นป้าสมศรีอีกตามเคย แต่พอสูดกลิ่นได้สักพัก เขาถึงกลับประหลาดใจเพราะคุ้นเคยกลิ่นนี้เป็นอย่างดี และยืนยันกับตัวเองว่าจมูกจำกลิ่นไม่ผิดแน่ เหตุว่าเขาเคยนำเกสรของกล้วยตานี มาสกัดในห้องทดลอง จนได้กลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ และมีสารบางตัวสามารถคลายเครียดได้เป็นอย่างดี แต่ขั้นตอนยังอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น เขาเคยเสนอบทความเรื่องนี้ในนิตยสารบางฉบับ และตีพิมพ์ไปทั่วโลก ตั้งใจว่าจะทำให้คนทั่วโลกฮือฮาไม่ยิ่งหย่อนกว่าน้ำหอมยี่ห้อ “อุดรซันไซน์” ที่สกัดจากกล้วยไม้ในเมืองไทยโดยฝีมือคนไทย วิทิตพยายามสูดจมูกหาต้นต่อของกลิ่น แต่เหมือนฟุ้งกำจายอยู่ทั่วห้อง ความสงสัยระคนแปลกใจรบกวนในหัวสมอง จนอ่อนล้าที่จะหาคำตอบ บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ค่อยเค้นหาความจริงกับป้าสมศรีที่แส่มาทำความสะอาด ทั้งที่ห้ามไว้แล้วยังไม่ฟัง จากนั้นวิทิตจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำ รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจนไม่กล้าเปลื้องผ้าในห้องน้ำ เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นึกทบทวนเรื่องราวที่เผชิญมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วเสียววาบถึงไขสันหลัง วิทิตอาบน้ำเสร็จสรรพ ก็ล้มตัวนอนบนเตียง มีเพียงผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่าง มือก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงใบหน้าคนรัก อยากให้เป็นเพียงฝัน พอตื่นก็มีเธอยู่เคียงข้างเหมือนเดิม สักครู่วิทิตก็เข้าสู่การหลับลึก วิทิตหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นร่างหนึ่งเป็นเงาดำปรากฏอยู่ข้างเตียง สักพักร่างนั้นค่อยๆชัดขึ้นเป็นหญิงสาวในชุดโจงกระเบน พันอกด้วยแพรสีหม่นแล้วจู่ๆร่างนั้นก็ปลดปมผ้าทั้งบนทั้งล่างให้หลุดร่วงกอง ที่พื้น จากนั้นเดินผ่านกองผ้ามานั่งแหมะที่ขอบเตียง วิทิตรับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของร่างนั้นเพียงในความคิด เพราะอวัยวะทุกส่วนคล้ายเป็นอัมพาตฉับพลัน ใบหน้าสวยดุอมเศร้าสลับไปมาคล้ายสองภาพทับซ้อนกัน แต่วิทิตก็คลับคล้ายคลับคลาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นึกได้ในบันดลเพราะเห็นเมื่อครู่นี่เองที่ดงกล้วย แล้วความพรั่นพรึงก็ถาโถมเข้าสู่ห้วงคิดอีกระลอก วิทิตรับรู้ผ้าผืนเดียวของตนเองได้หลุดหายไปแล้ว จากนั้นนิ้วมือเรียวงามของหญิงสาวก็ละลาบละล้วงทั่วผิวกายของเขาอย่างจงใจ ถึงตอนนี้วิทิตรู้แล้วว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น พยายามปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมด เพราะไม่อาจฝืนได้อีกต่อไป ปล่อยให้หญิงสาวรุกฝ่ายเดียว เขาเหมือนตกอยู่ในอารมณ์ปริ่มสุขจวนขาดใจ คล้ายอาการฝันเปียกตอนย่างเข้าสู่วัยรุ่นอันเป็นความสุขครั้งแรกที่เขาไม่ เคยลืม และไม่คาดฝันว่าจะหวนกลับมาหาเขาอีก วิทิตรู้สึกเหมือนว่ายน้ำใกล้ถึงฝั่ง แต่ฝั่งกลับขยับออกไปเรื่อยๆ เหนื่อยหอบสุดล้าแต่ก็อิ่มเอมใจ จนกระทั่งหมดแรงไปพร้อมกับอารมณ์ซ่านสุขนั้น ตอนเช้าสมปองเป็นคนแรกที่เห็นร่างของวิทิตนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง และต่อมาภาพข่าวเสียชีวิตของอาจารย์หนุ่มก็ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุก ฉบับ งานศพของวิทิตผ่านพ้นไปแล้ว ลุงสุขได้รับมอบหมายให้มาเก็บกวาดตึกพัก แกเดินผ่านไปที่ดงกล้วยอดไม่ได้ที่จะมองดูกล้วยตานีต้นนั้น นับตั้งแต่อาจารย์หนุ่มเสียชีวิตมันก็เริ่มเหึ่ยวเฉาลงเรื่อยๆ จนวันนี้ก้านใบที่เคยชูชันก็หักพับลู่ลงกับลำต้น แกประหวัดถึงเมื่อครั้งลูกชายเสียชีวิตตอนนั้นแกจำได้ว่ามีกล้วยตานีต้น หนึ่งตายพรายเหมือนกับตอนนี้&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
