<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thai Ghost</title>
	<atom:link href="http://thaighost.d-ja.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaighost.d-ja.com</link>
	<description>เล่าเรื่องผี เรื่องสยองขวัญ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 27 Apr 2010 01:20:53 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ประวัติผีกระสือ</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2010/04/27/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2010/04/27/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Apr 2010 01:19:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประวัติผีกระสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติผีไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=139</guid>
		<description><![CDATA[<p>ประวัติผีกระสือ</p>
<p>ในอดีตเคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ  คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ  คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง  หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน  มีความหิวโหยมาก ชอบกินของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก  โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต  หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว  ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์  มันถึงจะดูดไปหากันได้ ไม่ใช่อยากเข้าสิงใครก็สิง</p>
<p>ทั้งนี้ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า  คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก  บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง  บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น  ซึ่งภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ประวัติผีกระสือ</strong></span></p>
<p>ในอดีตเคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ  คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ  คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง  หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน  มีความหิวโหยมาก ชอบกินของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก  โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต  หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว  ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์  มันถึงจะดูดไปหากันได้ ไม่ใช่อยากเข้าสิงใครก็สิง</p>
<p>ทั้งนี้ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า  คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก  บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง  บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น  ซึ่งภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ  ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น  เหมือนกาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง  แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ  จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ  เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้ จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสี ๆ  ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหาร  ดวงนั้นก็คือดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา  โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น  แต่มองไม่เห็นตัวภูต<span id="more-139"></span></p>
<p>เช่นเดียวกัน กระสือ ก็ชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า  เวลากินก็ต้องแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้าย ๆ คน ผอม ๆ ดำ ๆ  น่าเกลียด ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย  มันจะกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย  เพราะวิบากกรรมบังคับ  กินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน  แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้  มีความเชื่อว่าถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็น กระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อน</p>
<p>แต่ก็มีบางประวัติกล่าวว่า ผีกระสือจะสิงเด็ดขาดในผู้หญิง  เวลากลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลก ๆ คล้ายคนป่วย  แต่ตกกลางคืนดึก ๆ  วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุด ออกจากร่าง ลอยออกไปล่าเหยื่อกินวัวควายและสัตว์เล็ก ๆ  ประเภทกบเขียดแต่มักจะหลบคนและไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว  ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้แบบสด ๆ  จากนั้นจะไปเช็ดปากตามผ้าที่ตากไว้ตามบ้านต่าง ๆ</p>
<p>นอกจากนั้น ผีกระสือชอบกินอีกอย่าง คือ  อุจจาระ เนื่องจากคนสมัยก่อนจะไม่มีส้วม แต่จะขุดหลุมใช้เป็นส้วมชั่วคราว  ทำให้ผีกระสือสามารถไปกินอุจจาระได้ง่าย  จนชาวบ้านทนไม่ไหวต้องให้หมอผีมาปราบ  แต่การปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้  เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ฉะนั้น  การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย</p>
<p>ลักษณะ พิเศษอีกอย่างของกระสือคือจะมีดวงไฟวูบวาบอยู่ที่หัวใจ  เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนเคราะห์ร้าย เมื่อ มองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นดวงไฟเขียว ๆ ส่องแสงสลัว ๆ ในความมืด  ผีกระสือนั้นมีความรอบคอบพอดู เพราะเมื่อออกจากร่างไปหากิน  เขาจะคาบผ้าห่มมาคลุมร่างไร้หัวของเขาไว้ก่อนไป  ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรง ๆ  ก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง  ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว  ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่จนกว่าเขาจะกลับมาเข้าร่างเดิม</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ตำนานกระสือ</strong></span></p>
<p>ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ &#8220;ผีกระสือ&#8221; ไว้ว่า ผีตัวนี้มีมาตั้งแต่โบราณ  เป็นผีผู้หญิงที่ยามปกติใช้ชีวิตปะปนกับผู้อื่นในสังคม เกลียดกลัวแสงแดด  แต่ตกดึกจะถอดหัวกับไส้ออกจากร่างไปหากิน โดยปรากฏเป็นแสงไฟสีเขียว ๆ  ที่ล่องลอยจากฟากฟ้ายามค่ำคืน  ของที่ผีพวกนี้ชอบกินคือของเน่าเสียหรือสิ่งปฎิกูลต่าง ๆ  และมีอีกอย่างที่กระสือชอบกินเป็นพิเศษคือ &#8220;รกเด็ก&#8221;</p>
<p>สมัยโบราณเมื่อบ้านใดมีหญิงตั้งครรภ์  ชาวบ้านมักจะเชื่อกันว่ากระสือจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อกินรกเด็กอย่าง แน่นอน จึงมักนำปลายไม้ไผ่แหลม ๆ หรือสิ่งของมีคมต่าง ๆ  มาล้อมไว้รอบ ๆ บ้าน  เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่กระสือกลัวและเกลียดมากที่สุดคือ  เพราะเมื่อใดที่กระสือนั้นเข้าไปใกล้สิ่งของแหลม ๆ เหล่านั้น  ไส้อันระโยงระยางของมันจะไปเกี่ยวกับไม้ และเป็นการยากที่จะออกได้</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>การสืบสายพันธ์</strong></span></p>
<p>กระสือสืบทอดทายาทโดยการให้ผู้ที่ตนเองต้องการจะให้เป็นทายาทกิน น้ำลายของมันเอง และแล้วบุคคลผู้นั้นก็จะค่อย ๆ  ซึมซับความเป็นกระสือไปทีละน้อย จนนานวันเข้ากลายเป็นทายาทกระสือไป ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่ามีผู้พบเห็นผีตัวนี้อยู่หรือไม่  หรือกระสืออาจจะหายไปกับวัฒนธรรมวิถีชาวบ้านที่ถูกกระแสกาลเวลาเปลี่ยนไป&#8230;</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ผีกระสือในต่างแดน</strong></span></p>
<p>ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทย  ซึ่งผีกระสือของมาเลเซียมีชื่อเรียกว่า <strong>&#8220;ฮันตูปินังกาลัน&#8221;</strong> โดยมีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก  วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน  ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ  สักพักหัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย  เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงชู่ ๆ ดังอยู่ตลอดเวลา  เพื่อที่จะขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง</p>
<p>ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้น จึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง  ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า &#8220;ช่วย ด้วย! หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว&#8221;&lt; จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว  แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ  จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง  หลังจากวันนั้นครอบครัวนี้ก็ย้ายหนีไป และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2010/04/27/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฝรั่งลองของ วิญญาณ โคตรผีดุ</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 23:20:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[คลิปวีดีโอผี]]></category>
		<category><![CDATA[คลิปผี]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายติดผี]]></category>
		<category><![CDATA[ผี]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งลองของ]]></category>
		<category><![CDATA[ลองของ]]></category>
		<category><![CDATA[วิญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[โครตผีดุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=134</guid>
		<description><![CDATA[<p>เป็นคลิปฝรั่งลองของ แล้วเจอของจริง</p>
<p></p>
<p>จริงไม่จริง น่ากลัวแค่ใหน คลิ๊กเข้าไปรับชมกันเองเลยครับ</p>
<p>
</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นคลิปฝรั่งลองของ แล้วเจอของจริง</p>
<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/Untitled.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-135" title="Untitled" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/Untitled.jpg" alt="Untitled" width="335" height="222" /></a></p>
<p>จริงไม่จริง น่ากลัวแค่ใหน คลิ๊กเข้าไปรับชมกันเองเลยครับ</p>
<p><span id="more-134"></span><br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="480" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/ATaOkmfTPqg&amp;hl=en&amp;fs=1&amp;rel=0" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="480" height="385" src="http://www.youtube.com/v/ATaOkmfTPqg&amp;hl=en&amp;fs=1&amp;rel=0" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93-%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนวิปลาส</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 23:09:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คืนวิปลาส]]></category>
		<category><![CDATA[วันวิปราส]]></category>
		<category><![CDATA[วิปราส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=130</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>วัยรุ่นชายสองคนปรากฏตัวที่ดงกล้วยอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนพวกมันลักลอบมาขโมยกล้วยที่นี่ไปขายได้เงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนัก แต่เพียงพอปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาของพวกมัน เพราะทั้งสองตกเหวยาบ้าจนโงหัวไม่ขึ้น คืนนี้อันธพาลทั้งสองอาศัยแสงจันทร์ข้างขึ้น เดินลัดเลาะแปลงสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ของมหาวิทยาลัย จนเข้ามาถึงดงกล้วยแห่งนี้ “มึงรู้มั้ย คนเรียนที่นี่มีแต่คนโง่ๆ” คนรูปร่างผอมสูงกระซิบ ท่ามกลางความมืดและเงียบผิดปกติ ไม่ได้ยินแม้เสียงหรีดหริ่งเรไร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง “กูได้ยินว่ามหา-ลัยที่ไหนก็สอนให้คนฉลาดทั้งนั้นแหละ” คนเตี้ยล่ำแย้ง “มึงดูนี่ซีวะ กล้วยเต็มสวนยังไม่มีปัญญาตัดไปขาย” คนผอมสูงวาดมือไปรอบดงกล้วย “งั้นมึงกับกูสอนพวกมันหน่อย คนฉลาดทำกันยังไง” คนเตี้ยล่ำพูดจบก็หัวเราะเอิกอาก จนคนผอมสูงต้องสะกิดให้รู้ว่า กำลังอยู่ในฐานะขโมย แล้วกล่าวเตือนสติคู่หู “เบาๆหน่อยซีวะ เดี๋ยวไอ้ยามแก่นั่นได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอกมึง” แม้เวลานี้บริเวณดงกล้วยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผ่านมาตรวจการ แต่ความเคลื่อนไหวของขี้ยาทั้งสองถูกเฝ้ามองจากสายตาคู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวรางและลมโกรกไปทั่วบริเวณ ทำให้ใบกล้วยกวัดแกว่งเกิดเงาพร่ามัวแต้มพื้นดิน คล้ายทุกสิ่งอย่างในดงกล้วยมีชีวิตลุกเดินพล่าน หากเวลานี้มีคนขวัญอ่อนพลัดหลงเข้ามาคงขวัญกระเจิงได้ง่ายๆ แต่ทาสยาทั้งสองกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ต่างล้มต้นกล้วยด้วยพร้าที่ติดมือเข้ามาพร้อม ทั้งสองคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆหวีโตๆ ตามคนรับซื้อกำซับมา จนได้จำนวนตามใบสั่ง จึงใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดรวบเครือกล้วยห้อยเป็นพ่วง สอดไม้คานเตรียมยกขึ้นบ่า พลันนั้นสายตาของคนเตี้ยล่ำก็</p>
<p>สะดุดร่างหนึ่งยืนห่างเบื้องหน้าไม่ถึงสิบก้าว มันสะกิดข้อศอกคู่หูพร้อมชี้นิ้วให้ดู ทันทีทั้งสองเห็นร่างนั้น ขนทั่วกายก็ลุกพรึบพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ร่างนั้นกระจ่างชัดขึ้นเหมือนเรืองแสงได้ในความมืด เผยให้เห็นเจ้าของร่างเป็นหญิงสาวสวมชุดโจงกระเบนแบบโบราณ เพียงผ้าผืนเดียวพันเกาะอก เปลือยไหล่และช่วงเอว อวดผิวขาวเหมือนนวลใบตอง พอขี้ยาเห็นภาพนั้นเต็มตา ต่างมองหน้ากันไปมา คล้ายให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในสมองสั่งการตรงกันว่า หญิงเบื้องหน้าเป็นใครไม่ได้นอกจากผีนางตานี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/230972764_a002a9858c.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-131" title="230972764_a002a9858c" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/230972764_a002a9858c-300x201.jpg" alt="230972764_a002a9858c" width="300" height="201" /></a></p>
<p>วัยรุ่นชายสองคนปรากฏตัวที่ดงกล้วยอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนพวกมันลักลอบมาขโมยกล้วยที่นี่ไปขายได้เงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนัก แต่เพียงพอปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาของพวกมัน เพราะทั้งสองตกเหวยาบ้าจนโงหัวไม่ขึ้น คืนนี้อันธพาลทั้งสองอาศัยแสงจันทร์ข้างขึ้น เดินลัดเลาะแปลงสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ของมหาวิทยาลัย จนเข้ามาถึงดงกล้วยแห่งนี้ “มึงรู้มั้ย คนเรียนที่นี่มีแต่คนโง่ๆ” คนรูปร่างผอมสูงกระซิบ ท่ามกลางความมืดและเงียบผิดปกติ ไม่ได้ยินแม้เสียงหรีดหริ่งเรไร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง “กูได้ยินว่ามหา-ลัยที่ไหนก็สอนให้คนฉลาดทั้งนั้นแหละ” คนเตี้ยล่ำแย้ง “มึงดูนี่ซีวะ กล้วยเต็มสวนยังไม่มีปัญญาตัดไปขาย” คนผอมสูงวาดมือไปรอบดงกล้วย “งั้นมึงกับกูสอนพวกมันหน่อย คนฉลาดทำกันยังไง” คนเตี้ยล่ำพูดจบก็หัวเราะเอิกอาก จนคนผอมสูงต้องสะกิดให้รู้ว่า กำลังอยู่ในฐานะขโมย แล้วกล่าวเตือนสติคู่หู “เบาๆหน่อยซีวะ เดี๋ยวไอ้ยามแก่นั่นได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอกมึง” แม้เวลานี้บริเวณดงกล้วยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผ่านมาตรวจการ แต่ความเคลื่อนไหวของขี้ยาทั้งสองถูกเฝ้ามองจากสายตาคู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวรางและลมโกรกไปทั่วบริเวณ ทำให้ใบกล้วยกวัดแกว่งเกิดเงาพร่ามัวแต้มพื้นดิน คล้ายทุกสิ่งอย่างในดงกล้วยมีชีวิตลุกเดินพล่าน หากเวลานี้มีคนขวัญอ่อนพลัดหลงเข้ามาคงขวัญกระเจิงได้ง่ายๆ แต่ทาสยาทั้งสองกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ต่างล้มต้นกล้วยด้วยพร้าที่ติดมือเข้ามาพร้อม ทั้งสองคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆหวีโตๆ ตามคนรับซื้อกำซับมา จนได้จำนวนตามใบสั่ง จึงใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดรวบเครือกล้วยห้อยเป็นพ่วง สอดไม้คานเตรียมยกขึ้นบ่า พลันนั้นสายตาของคนเตี้ยล่ำก็</p>
<p><span id="more-130"></span>สะดุดร่างหนึ่งยืนห่างเบื้องหน้าไม่ถึงสิบก้าว มันสะกิดข้อศอกคู่หูพร้อมชี้นิ้วให้ดู ทันทีทั้งสองเห็นร่างนั้น ขนทั่วกายก็ลุกพรึบพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ร่างนั้นกระจ่างชัดขึ้นเหมือนเรืองแสงได้ในความมืด เผยให้เห็นเจ้าของร่างเป็นหญิงสาวสวมชุดโจงกระเบนแบบโบราณ เพียงผ้าผืนเดียวพันเกาะอก เปลือยไหล่และช่วงเอว อวดผิวขาวเหมือนนวลใบตอง พอขี้ยาเห็นภาพนั้นเต็มตา ต่างมองหน้ากันไปมา คล้ายให้ใครคนหนึ่งตัดสินใจในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เพราะข้อมูลที่มีอยู่ในสมองสั่งการตรงกันว่า หญิงเบื้องหน้าเป็นใครไม่ได้นอกจากผีนางตานี หลังจากกั้นอารมณ์ไว้ระยะหนึ่งเหมือนกาน้ำเดือดพล่านที่ฝาปิดสนิท พอถึงขีดสุดฝานั้นก็ปะทุทันที “ผะ&#8230;ผีหลอก!” ทาสยาทิ้งหาบกล้วยเร็วพลัน แหกร้องลั่นวิ่งขวัญกระเจิงออกจากดงกล้วย และเหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำพวกมันฝันร้ายไปตลอดชีวิต หากทั้งสองหันหลังมองสักนิด จะเห็นหญิงเมื่อครู่กำลังกลายร่างเป็นต้นกล้วย จากนั้นบรรยากาศก็กลับเป็นปกติเหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่นี่ เวลาเดียวกัน รถเก๋งคันหนึ่งกำลังชะลอตัวเมื่อใกล้ถึงด่านทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัย พนักงานรักษาความปลอดภัยนั่งในป้อมเหลือบเห็นพอดี จึงกุลีกุจอออกมาเปิดประตู ก่อนคนขับจะบีบแตรเหมือนคืนวาน เขาไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นเป็นครั้งสอง เพราะรู้ดีว่าคนขับคืออาจารย์วิทิตที่แม้แต่อธิการบดียังเกรงใจบุคคลผู้นี้ “ยังไม่นอนเหรอ สมปอง” คนอยู่ในรถไขกระจกทักทายหนุ่มยาม กลิ่นแอลกอฮอล์โชยออกมากับคำทักทายนั้น “เมื่อวานผมหลับงีบเดียวเองนะครับ ตอนอาจารย์มาถึง” หนุ่มยามแก้ต่างให้ตัวเอง รู้ดีว่าอาจารย์กระทบกระเทียบไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน “ฉันไม่ได้ว่าอะไรสมปองสักหน่อยนี่นา” น้ำเสียงอย่างคนอารมณ์ดี “ผมขอบคุณอาจารย์มากนะครับ ที่ไม่รายงานความประพฤติของผม ไม่อย่างนั้นผมคงตกงานไปแล้ว” มือประสานเกร็งบริเวณท้องน้อย เหมือนเด็กนักเรียนยืนสารภาพกับครู หลังจากถูกจับได้ว่าแอบกินขนมในห้องเรียน “อย่าคิดมากเลยสมปอง เอานี่ไว้แก้ง่วงสักป๋องมั้ยล่ะ” วิทิตยืนเบียร์กระป๋องให้ยามหนุ่ม “ไม่ล่ะครับ ผมยังอยู่ในหน้าที่ครับอาจารย์” หนุ่มยามยกมือปฏิเสธเร็วไว เพราะของมึนเมาเป็นสิ่งต้องห้ามในเวลางาน “ถ้างั้น ออกเวรตอนเช้าเดินไปเอาที่บ้านพักนะ” อาจารย์พูดเพราะมองเห็นลูกกระเดือกของหนุ่มยามเคลื่อนไหวเหมือนเปรี้ยวปาก เต็มแก่ แล้วออกรถทันที หนุ่มยามมองหลังรถที่เคลื่อนไปตามถนนสายหลักของมหาวิทยาลัย อดคิดไม่ได้ว่าคนขับรถอยู่นั้นจะผกผันชีวิตตัวเองเพียงชั่วสัปดาห์ จากเคยเคร่งขรึมเป็นเมากริ่มอารมณ์ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ความจริงสมปองไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากนัก เพราะตำแหน่งยามเฝ้าประตูต่ำชั้นราวฟ้ากับดินหากเปรียบนักวิจัยชื่อเสียง ระดับโลกอย่างอาจารย์วิทิต จึงไม่อยากสอดรู้เรื่องระดับสูง เพียงได้ยินคนซุบซิบเหตุที่อาจารย์ต้องอาศัยน้ำเมาเผาใจเพราะถูกคนรักตีจาก ถึงกระนั้นสมปองก็รู้สึกหดหู่ที่เห็นอาจารย์วิทิตอยู่ในสภาพมึนเมา เข้าใจว่าทุกคนในมหาวิทยาลัยคงรู้สึกเช่นเดียวกับเขา เพราะส่วนมากรักและนับถืออาจารย์ เห็นได้จากงานวันเกิดท่านแต่ละปี สมปองต้องทำงานหนักเพราะไม่มีงานไหนที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัย จะรวบรวมอาจารย์และนักศึกษาได้มากมายเพียงนี้ เบื้องลึกในใจของสมปองคิดแอบชื่นชมอาจารย์เป็นส่วนตัวอยู่แล้ว เนื่องจากเขาทำงานที่นี่เกือบสิบปีไม่เคยได้ปรับขั้นเงินเดือน พออาจารย์มาอยู่เพียงสามปี เขาได้ปรับเงินเดือนแถมท้ายปียังได้เงินสงเคราะห์เป็นหลักหมื่นอีกต่างหาก และเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องมาห้าปีแล้ว เหตุว่าชื่อเสียงของอาจารย์ทำให้มีนักศึกษาทั่วสารทิศแห่มาเรียนที่นี่ เมื่อก่อนนักศึกษามีไม่ถึงหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ แต่เดี๋ยวนี้คงเลยหมื่นไปแล้ว สมปองไม่รู้มากนักว่าเพราะอะไรจึงทำให้ชื่อเสียงอาจารย์โด่งดังเป็นพลุแตก จำได้เพียงเมื่อห้าปีก่อนท่านเดินทางไปรับรางวัลที่ต่างประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนเล่าให้สมปองฟังว่าเห็นอาจารย์วิทิตตามหน้าหนังสือพิมพ์ และจอโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ แต่สมปองไม่ชอบอ่านหนังสือและไม่ชอบดูทีวีจึงไม่รู้เรื่องราวเหล่านั้น วิทิตพารถมาจอดที่โรงรถที่มืดผิดปกติ เปิดประตูออกมาจึงรู้ว่าไฟส่องสว่างในโรงรถดับ แต่ไฟตามอาคารและถนนยังส่องเล็ดลอดเข้ามาให้เห็นเพียงขมุกขมัว หากไม่เพราะฤทธิ์ดีกรีคงใช้สายตาได้ดีกว่านี้ เขาจัดการล็อกประตูรถเสร็จสรรพ หันหน้าก้าวขาเดินออกจากโรงรถ พลันนั้น “โครมมม” สัญชาตญาณระแวงภัยผลักเข้าอย่างจัง จนสะดุ้งหลังกระแทกตัวรถ เพราะสายตากระทบร่างหนึ่งยืนตระหง่านตรงประตู ในมือถืออะไรบางอย่างเป็นท่อนยาว “ใครน่ะ” วิทิตตะโกน น้ำเสียงสั่นกลัว “กระผมเอง&#8230;ลุงสุขครับอาจารย์” เจ้าของร่างที่ยืนอยู่ประตูบอกนามตนเอง พร้อมกับวิ่งเข้าประคองอาจารย์หนุ่ม ไม่คาดคิดว่าตนเองจะทำอาจารย์ตกใจถึงเพียงนี้ “ลุงสุขเหรอ” อาจารย์หนุ่มรำพึง เผลอยกมือคลำหน้าอก มันเป็นกิริยาที่สูญหายจากตัวนานแล้ว บัดนี้วิทิตกลับทำท่าทางนี้อีกครั้งหลังจากตกอยู่ในภาวะตื่นกลัว “ผมเอาหลอดไฟมาเปลี่ยนครับ” รีบบอกเหตุผลที่ตนเองทำอาจารย์ตกใจ “ขอโทษครับอาจารย์” ระหว่างยืนคุยกัน ลุงสุขได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้ง จึงรู้เพราะเหล้าที่ทำให้อาจารย์ตกใจเพียงนี้ เนื่องจากคุ้นเคยกับอาจารย์หลายปีไม่เห็นท่านแสดงอาการอย่างนี้มาก่อน ลุงสุขมองหลังอาจารย์รุ่นลูกเดินหายเข้าหลังอาคาร บอกตัวเองว่าอาจารย์เปลี่ยนไปมาก แม้ตัวเองจะสนิทสนมกับท่านกว่าใครอื่นในมหาวิทยาลัย แต่ไม่เคยระแคะระคายมาก่อนว่าท่านจะชอบกินเครื่องดองของเมา และนึกไม่ถึงความรักเมื่อเป็นพิษจะเปลี่ยนคนได้ถึงเพียงนี้ ลุงสุขประหวัดถึงวันแรกที่อาจารย์ย้ายมา แกได้รับมอบหมายเป็นคนจัดที่พักให้กับอาจารย์ ตอนเห็นอาจารย์ครั้งแรก แกถึงกับไม่เชื่อสายตาเพราะเค้าหน้าเหมือนลูกชายที่เสียชีวิตเมื่อปีก่อน ทั้งโครงร่างส่วนใหญ่ก็ไม่ผิดตาไปจากลูกชายเลยสักนิด ต่างเพียงสีผิวเท่านั้น ที่ลูกชายของแกออกคล้ำกว่าอาจารย์ ตอนนั้นหลังจากลูกชายปลดจากทหารเกณฑ์ แกจึงให้สมัครเป็นยามอยู่ที่นี่ แต่ทำงานไม่ถึงหกเดือนก็เสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ ช่วงนั้นแกเสียใจมากเพราะมีลูกคนเดียว ซ้ำร้ายยังจากไปกะทันหันอีกต่างหาก เช้านั้นลูกชายแกต้องเข้ายามกะเช้า แต่แกยังไม่เห็นลูกชายลุกตื่น จึงเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน พบร่างลูกชายเสียชีวิต นอนแผ่หลาบนเตียง หมอบอกเพียงว่าเป็นอาการหัวใจล้มเหลว แกไม่อยากเชื่อนักเพราะคนร่างกายกำยำ ไม่กินเหล้า และไม่สูบบุหรี่อย่างนี้จะหัวใจล้มเหลว ถึงอย่างไรแกไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้อาจารย์ฟัง แต่เห็นหน้าอาจารย์คราวใดก็แอบประหวัดถึงลูกชายแทบทุกครั้ง วิทิตเดินอ้อมอาคารหลังหนึ่ง จนมาปรากฏตัวอยู่บริเวณสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัย เบื้องหน้าเป็นสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ มีเนื้อที่เกือบห้าร้อยไร่ แบ่งทุกส่วนใช้สอยอย่างเป็นระบบจนได้รับยกย่องเป็นสถานีทดลองมาตรฐานแห่ง หนึ่งของโลก และเขาเป็นคนเนรมิตขึ้นมากับมือ ถึงแม้จะมีถนนพาดผ่านใจกลางสถานีทดลอง แต่วิทิตก็ห้ามรถยนต์วิ่งเข้ามาบริเวณนี้เด็ดขาด อนุญาตเพียงจักรยานและรถไฟฟ้าที่ประกอบขึ้นใช้ภายในพื้นที่โดยเฉพาะ เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้เกิดมลพิษจากท่อไอเสียในสถานีทดลองแห่งนี้ วิทิตตัดสินใจเดินไปที่ตึกพัก แทนที่จะปั่นจักรยานเหมือนทุกครั้ง สายตามองตึกปูนสองชั้นที่ห่างออกไปเบื้องหน้าราวห้าร้อยเมตร ซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวในบริเวณกว้างใหญ่แห่งนี้ แสงจันทร์ซีดเหลืองอาบหลังคาตึกผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยิ่งทำให้อารมณ์หม่นเศร้ามากขึ้น เมื่อก่อนตรงนั้นเป็นสถานที่เพียบพร้อมด้วยความรัก แต่บัดนี้กลับเป็นสถานีที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่คอยทิ่มแทงใจ จนทำให้วิทิตต้องอาศัยน้ำเมาเพื่อดับพิษแผลรักดังกล่าว และตึกปูนนั้นเคยเป็นศาลเพื่อพิพากษาความเป็นความตายของชีวิต เมื่อผู้หญิงที่ตนรักและหวงแหนที่สุด ยื่นคำขาดระหว่างตัวเธอกับงานวิจัย วิทิตยืนกรานเลือกทั้งสอง เพราะชีวิตนี้ขาดสองสิ่งนี้ไม่ได้ แต่แล้วเขาก็ไม่อาจฝ่าฝืนกฎตายที่ว่า งานวิทยาศาสตร์กับความรักเป็นเส้นขนาน แต่ก่อนเขาเคยสงสัยทำไมนักวิทยาศาสตร์สำคัญของโลกถึงเป็นโสด บัดนี้วิทิตตอบคำถามนั้นด้วยตัวเองแล้ว วิทิตรำพึงรำพันหวนอดีตอันเจ็บปวดจนเดินมาถึงครึ่งทางเกิดปวดเยี่ยวกะทันหัน ใช้สายตาประมาณระยะทางคงไปไม่ถึงตึกพักเป็นแน่ เขาเคยพร่ำสอนนักศึกษาอย่าขับถ่ายเรี่ยราดในสถานี แต่ว่าคืนนี้คงฝืนกฎที่ตัวเองตั้งขึ้นเสียเอง นึกตำหนิตัวเองว่านิสัยชอบมักง่ายมีอยู่ในตัวทุกคน ขึ้นอยู่กับใครจะข่มมันไว้ได้เท่านั้น อาจารย์หนุ่มเดินเร็วรี่จนถึงดงกล้วย แวะเข้าไปแล้วจัดการขับถ่ายน้ำเสีย ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนมีสายตากำลังจ้องมองจากที่ไหนสักแห่ง ปลอบใจตัวเองว่าคงเป็นความรู้สึกที่นึกขึ้นเองขณะตัวเองทำผิด แต่ก็กวาดสายตามองรอบๆเพื่อให้แน่ใจ พลันนั้นสายตาสะดุดอะไรบางอย่างเป็นเงาดำแล่นแวบเข้าหลังต้นกล้วย น้ำเสียขาดตอนทันที รีบรูดซิบแล้วเดินไปดูให้แน่ชัด เป็นนิสัยที่อยู่ในตัวตั้งแต่เด็ก และนิสัยเดียวกันนี้เองที่เป็นแรงผลักดันจนมายืนจุดสูงสุดนี้ได้ วิทิตจะไม่ยอมให้มีสิ่งค้างคาใจเด็ดขาด สำหรับเขาแล้วทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีคำตอบเป็นเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เสมอ อาจารย์หนุ่มเดินเข้าไปใกล้ จึงรู้ว่าเป็นกล้วยตานีต้นนั้นที่นักศึกษาใหม่คนหนึ่งนำมาปลูก และหลงหูหลงตาของเขาจนเติบใหญ่เต็มที่ ความจริงเขาให้ลูกศิษย์เลี้ยงเนื้อเยื้อกล้วยน้ำหว้า แต่มีคนหนึ่งเลี้ยงผิดเยื้อกว่าจะรู้ก็สูงท่วมหัว จะตัดทิ้งก็กลัวเด็กเสียกำลังใจจึงปล่อยเลยตามเลย เพราะกิจกรรมนี้เป็นเพียงบททดสอบระดับความสนใจของพวกเขาเท่านั้น หากจะผิดพลาดบ้างจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรนัก เมื่อตรวจอย่างละเอียดจึงบอกตัวเองว่าเป็นเพียงตาฝาด เพราะไม่เห็นอะไรอยู่ตรงนั้น เขาเคยอ่านพบว่าแอลกอฮอล์ทำให้เกิดหูแว่วและภาพหลอนได้ง่าย ระหว่างคิดหันหลังกลับนั้น ปรากฏบางอย่างหยุดแหมะบนหัว ยกมือลูบจึงรู้เป็นน้ำเหนียวคล้ายกาวแป้ง ตามมาด้วยเสียงครวญเหมือนหญิงท้องสาวในห้องคลอด แหงนมองยอดกล้วยอันเป็นที่มาของต้นเสียง ท่ามกลางแสงจันทร์ซีดเหลืองเห็นปลีกำลังเบ่งดันออกจากช่อกล้วย บัดนี้วิทิตเป็นส่วนหนึ่งของความทรมาน เหมือนเสียงนั้นเป็นมนตราสาปเขาเป็นอัมพาต ไม่มีเรี่ยวแรงขยับอวัยวะทุกส่วน มีเพียงความรู้สึกเจ็บร้าวที่ถาโถมเข้าสู่ห้วงคิด ความเป็นเหตุเป็นผลที่เขาเคยใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เหมือนถูกลบทิ้งไปแล้วจากแฟ้มสมอง ซ้ำร้ายวิทิตรู้สึกลำบากเหลือเกินที่จะแยกแยะระหว่างหลับและตื่น ภาพสยดสยองยังดำเนินต่อไป ปลีพ้นช่อยอดออกมา แล้วค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าสวยดุของหญิงสาว วิทิตกลัวสุดขีดแต่ไม่มีทางหลบหลีก ปล่อยให้เส้นผมยาวสลวยทิ้งยวงลงระใบหน้า และดูเหมือนใบหน้านั้นกำลังย้อยลงใกล้เขาทุกขณะ ก่อนเหตุการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ “อาจารย์ครับ&#8230;อาจารย์” เสียงเรียกดังขึ้น วิทิตรู้สึกมือหนึ่งสะกิดที่ข้อศอก ก่อนจะทรุดฮวบลงตรงนั้น เหมือนหน้ามืดเป็นชั่วขณะ สักพักรูปหน้าของลุงสุขจึงปรากฏให้เห็นรางเลือนในความมืดสลัว และพบตัวเองอยู่บนตักของชายชรา “กระผมเห็นอาจารย์เดินเข้าดงกล้วย นึกว่าเจอขโมยเลยรีบมาดู กลัวอาจารย์โดนทำร้าย” รีบบอกเหตุผล นึกเดาว่าเหตุการณ์คงเป็นเหมือนโรงรถ ที่ตนเองเป็นตัวการทำให้ท่านตกใจ วิทิตลุกขึ้นได้ สติสมประดีกลับเป็นปกติ แล้วผลุนผันเดินหนีจากตรงนั้นโดยไม่กล่าวอะไรกับลุงสุข เป็นอีกอาการหนึ่งที่ลุงสุขเพิ่งเคยเห็นจากอาจารย์ท่านนี้ วิทิตเดินมาถึงตึกพัก นึกย้อนเหตุการณ์เมื่อครู่อดพรั่นพรึงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย พยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพราะฤทธิ์น้ำเมาจึงทำให้เห็นภาพหลอน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความเมา วิทิตเดินขึ้นบันไดที่ใช้เป็นห้องพัก ส่วนด้านล่างเป็นที่ทำงานและสอนนักศึกษา พอถึงชั้นบนรู้สึกผิดตาไปจากเดิม ทุกวันสิ่งของเคยวางรกตาแต่คืนนี้กลับเป็นระเบียบ เขาแน่ใจตลอดสัปดาห์ไม่เคยเก็บกวาดข้าวของพวกนี้เลย อีกทั้งกำชับป้าสมศรีที่เป็นแม่บ้านห้ามขึ้นมาบนนี้จนกว่าได้รับคำสั่ง เพราะอยากให้สิ่งของวางที่เดิมเหมือนวันที่คนรักเดินหนีจากชีวิต เขาตั้งใจให้ความปวดร้าวตกผนึกไปพร้อมกับวันเวลา และเชื่อว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานจะหายหรือผ่อนคลายไปเองเมื่อถึงขีดสุดของ มัน ระหว่างนั้นวิทิตได้กลิ่นหอมเย็น เหมือนมีใครฉีดน้ำหอมบางชนิดภายในห้อง นึกว่าคงเป็นป้าสมศรีอีกตามเคย แต่พอสูดกลิ่นได้สักพัก เขาถึงกลับประหลาดใจเพราะคุ้นเคยกลิ่นนี้เป็นอย่างดี และยืนยันกับตัวเองว่าจมูกจำกลิ่นไม่ผิดแน่ เหตุว่าเขาเคยนำเกสรของกล้วยตานี มาสกัดในห้องทดลอง จนได้กลิ่นที่มีลักษณะเฉพาะ และมีสารบางตัวสามารถคลายเครียดได้เป็นอย่างดี แต่ขั้นตอนยังอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น เขาเคยเสนอบทความเรื่องนี้ในนิตยสารบางฉบับ และตีพิมพ์ไปทั่วโลก ตั้งใจว่าจะทำให้คนทั่วโลกฮือฮาไม่ยิ่งหย่อนกว่าน้ำหอมยี่ห้อ “อุดรซันไซน์” ที่สกัดจากกล้วยไม้ในเมืองไทยโดยฝีมือคนไทย วิทิตพยายามสูดจมูกหาต้นต่อของกลิ่น แต่เหมือนฟุ้งกำจายอยู่ทั่วห้อง ความสงสัยระคนแปลกใจรบกวนในหัวสมอง จนอ่อนล้าที่จะหาคำตอบ บอกตัวเองว่าพรุ่งนี้ค่อยเค้นหาความจริงกับป้าสมศรีที่แส่มาทำความสะอาด ทั้งที่ห้ามไว้แล้วยังไม่ฟัง จากนั้นวิทิตจึงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินเข้าห้องน้ำ รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจนไม่กล้าเปลื้องผ้าในห้องน้ำ เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นึกทบทวนเรื่องราวที่เผชิญมาตั้งแต่หัวค่ำแล้วเสียววาบถึงไขสันหลัง วิทิตอาบน้ำเสร็จสรรพ ก็ล้มตัวนอนบนเตียง มีเพียงผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่าง มือก่ายหน้าผากครุ่นคิดถึงใบหน้าคนรัก อยากให้เป็นเพียงฝัน พอตื่นก็มีเธอยู่เคียงข้างเหมือนเดิม สักครู่วิทิตก็เข้าสู่การหลับลึก วิทิตหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น เห็นร่างหนึ่งเป็นเงาดำปรากฏอยู่ข้างเตียง สักพักร่างนั้นค่อยๆชัดขึ้นเป็นหญิงสาวในชุดโจงกระเบน พันอกด้วยแพรสีหม่นแล้วจู่ๆร่างนั้นก็ปลดปมผ้าทั้งบนทั้งล่างให้หลุดร่วงกอง ที่พื้น จากนั้นเดินผ่านกองผ้ามานั่งแหมะที่ขอบเตียง วิทิตรับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของร่างนั้นเพียงในความคิด เพราะอวัยวะทุกส่วนคล้ายเป็นอัมพาตฉับพลัน ใบหน้าสวยดุอมเศร้าสลับไปมาคล้ายสองภาพทับซ้อนกัน แต่วิทิตก็คลับคล้ายคลับคลาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน นึกได้ในบันดลเพราะเห็นเมื่อครู่นี่เองที่ดงกล้วย แล้วความพรั่นพรึงก็ถาโถมเข้าสู่ห้วงคิดอีกระลอก วิทิตรับรู้ผ้าผืนเดียวของตนเองได้หลุดหายไปแล้ว จากนั้นนิ้วมือเรียวงามของหญิงสาวก็ละลาบละล้วงทั่วผิวกายของเขาอย่างจงใจ ถึงตอนนี้วิทิตรู้แล้วว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น พยายามปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมด เพราะไม่อาจฝืนได้อีกต่อไป ปล่อยให้หญิงสาวรุกฝ่ายเดียว เขาเหมือนตกอยู่ในอารมณ์ปริ่มสุขจวนขาดใจ คล้ายอาการฝันเปียกตอนย่างเข้าสู่วัยรุ่นอันเป็นความสุขครั้งแรกที่เขาไม่ เคยลืม และไม่คาดฝันว่าจะหวนกลับมาหาเขาอีก วิทิตรู้สึกเหมือนว่ายน้ำใกล้ถึงฝั่ง แต่ฝั่งกลับขยับออกไปเรื่อยๆ เหนื่อยหอบสุดล้าแต่ก็อิ่มเอมใจ จนกระทั่งหมดแรงไปพร้อมกับอารมณ์ซ่านสุขนั้น ตอนเช้าสมปองเป็นคนแรกที่เห็นร่างของวิทิตนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง และต่อมาภาพข่าวเสียชีวิตของอาจารย์หนุ่มก็ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุก ฉบับ งานศพของวิทิตผ่านพ้นไปแล้ว ลุงสุขได้รับมอบหมายให้มาเก็บกวาดตึกพัก แกเดินผ่านไปที่ดงกล้วยอดไม่ได้ที่จะมองดูกล้วยตานีต้นนั้น นับตั้งแต่อาจารย์หนุ่มเสียชีวิตมันก็เริ่มเหึ่ยวเฉาลงเรื่อยๆ จนวันนี้ก้านใบที่เคยชูชันก็หักพับลู่ลงกับลำต้น แกประหวัดถึงเมื่อครั้งลูกชายเสียชีวิตตอนนั้นแกจำได้ว่ามีกล้วยตานีต้น หนึ่งตายพรายเหมือนกับตอนนี้&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คืนฝนตก</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 23:01:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[คืนฝนตก]]></category>
		<category><![CDATA[ฝนตก สยอง]]></category>
		<category><![CDATA[สยอง ฝนตก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=126</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>ภายในบ้านสองชั้นบนที่ดินจัดสรรย่านจังหวัดนนทบุรี แม้เวลาเดินข้ามเที่ยงคืนมาแล้วสิบห้านาที แต่‘วันวิษาข์’ยังนั่งที่โต๊ะหนังสือ เพ่งสมาธิทั้งหมดอ่านตำราเบื้องหน้า ช่วงนี้สถานศึกษาหยุดให้นักเรียนทบทวนความรู้ก่อนสอบปลายภาค บวกกับครูหลายท่านตำหนิเรื่องคะแนนเก็บของเธออยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เลยทำให้วันวิษาข์อยากเร่งคะแนนก่อนจบมัธยมปลาย และตลอดสัปดาห์มาแล้วที่เธอนั่งอ่านหนังสือข้ามวัน หากเวลานี้ฝนไม่ตก วันวิษาข์จะเปิดหน้าต่างออกสู่สวนดอกไม้ริมบึงกว้างของหมู่บ้าน บางคืนเธอโชคดี ได้ยินเสียงร้องหมอลำจากปากยามที่ปั่นจักรยานไปตามถนน พอทำให้คลายง่วงได้บ้าง ตอนหัวค่ำแม่กับพ่อเลี้ยงได้รับโทรศัพท์ด่วน ว่าญาติทางพ่อเลี้ยงเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนกระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับ ทำให้บ้านหลังใหญ่มีเพียงวันวิษาข์อยู่คนเดียว ก่อนไปแม่กะจะโทรศัพท์เรียกคนใช้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ลูกสาววัย 18 ปีก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เนื่องเพราะไม่อยากให้คนใช้ต้องลำบากกับเรื่องแค่นี้ อีกอย่างแกอายุ 45 ปีทำงานแบบเช้าไป-เย็นกลับ และอยู่ต่างอำเภออีกต่างหาก เวลานี้วันวิษาข์นั่งอ่านหนังสือคลอเสียงฝนหล่นจากหลังคา อดไม่ได้ที่จะประหวัดถึงพ่อแท้ๆ เนื่องเพราะท่านเสียชีวิตในคืนฝนตกเช่นนี้ พ่อขับรถฝ่าฝนเพื่อมาฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของวันวิษาข์ แต่ยังไม่ถึงบ้านก็เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ถัดจากนั้น 1 ปีแม่ก็พาพ่อเลี้ยงเข้ามาในบ้าน เขาอายุ 40 ปี อายุน้อยกว่าแม่ 3 ปี แม่ให้เหตุผลกับวันวิษาข์ว่า เขาเป็นคนดี และแม่ก็เหงาเลยอยากมีเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้คุยเล่น ก่อนตายพ่อได้ทิ้งกิจการบริษัทสำนักพิมพ์เอาไว้ให้ แต่ทันทีพ่อเสียชีวิตแม่ก็ขาย แม่บอกว่าไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงานตำแหน่งรองผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อเลี้ยงเป็นเซลล์ขายสินค้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แม้อายุ 40 ปี แต่ยังดูหนุ่มและพูดจามีมนุษย</p>
<p>สัมพันธ์เป็นเลิศ พักหลังนี้เขามักกลับบ้านไม่ตรงเวลากับแม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/209526-1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-127" title="209526-1" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/209526-1-300x225.jpg" alt="209526-1" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ภายในบ้านสองชั้นบนที่ดินจัดสรรย่านจังหวัดนนทบุรี แม้เวลาเดินข้ามเที่ยงคืนมาแล้วสิบห้านาที แต่‘วันวิษาข์’ยังนั่งที่โต๊ะหนังสือ เพ่งสมาธิทั้งหมดอ่านตำราเบื้องหน้า ช่วงนี้สถานศึกษาหยุดให้นักเรียนทบทวนความรู้ก่อนสอบปลายภาค บวกกับครูหลายท่านตำหนิเรื่องคะแนนเก็บของเธออยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เลยทำให้วันวิษาข์อยากเร่งคะแนนก่อนจบมัธยมปลาย และตลอดสัปดาห์มาแล้วที่เธอนั่งอ่านหนังสือข้ามวัน หากเวลานี้ฝนไม่ตก วันวิษาข์จะเปิดหน้าต่างออกสู่สวนดอกไม้ริมบึงกว้างของหมู่บ้าน บางคืนเธอโชคดี ได้ยินเสียงร้องหมอลำจากปากยามที่ปั่นจักรยานไปตามถนน พอทำให้คลายง่วงได้บ้าง ตอนหัวค่ำแม่กับพ่อเลี้ยงได้รับโทรศัพท์ด่วน ว่าญาติทางพ่อเลี้ยงเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนกระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับ ทำให้บ้านหลังใหญ่มีเพียงวันวิษาข์อยู่คนเดียว ก่อนไปแม่กะจะโทรศัพท์เรียกคนใช้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ลูกสาววัย 18 ปีก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เนื่องเพราะไม่อยากให้คนใช้ต้องลำบากกับเรื่องแค่นี้ อีกอย่างแกอายุ 45 ปีทำงานแบบเช้าไป-เย็นกลับ และอยู่ต่างอำเภออีกต่างหาก เวลานี้วันวิษาข์นั่งอ่านหนังสือคลอเสียงฝนหล่นจากหลังคา อดไม่ได้ที่จะประหวัดถึงพ่อแท้ๆ เนื่องเพราะท่านเสียชีวิตในคืนฝนตกเช่นนี้ พ่อขับรถฝ่าฝนเพื่อมาฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของวันวิษาข์ แต่ยังไม่ถึงบ้านก็เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ถัดจากนั้น 1 ปีแม่ก็พาพ่อเลี้ยงเข้ามาในบ้าน เขาอายุ 40 ปี อายุน้อยกว่าแม่ 3 ปี แม่ให้เหตุผลกับวันวิษาข์ว่า เขาเป็นคนดี และแม่ก็เหงาเลยอยากมีเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้คุยเล่น ก่อนตายพ่อได้ทิ้งกิจการบริษัทสำนักพิมพ์เอาไว้ให้ แต่ทันทีพ่อเสียชีวิตแม่ก็ขาย แม่บอกว่าไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงานตำแหน่งรองผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อเลี้ยงเป็นเซลล์ขายสินค้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แม้อายุ 40 ปี แต่ยังดูหนุ่มและพูดจามีมนุษย</p>
<p><span id="more-126"></span>สัมพันธ์เป็นเลิศ พักหลังนี้เขามักกลับบ้านไม่ตรงเวลากับแม่ โดยอ้างเหตุผลว่าต้องออกขายสินค้าต่างจังหวัด ยิ่งกว่านั้นเขาพูดคุยกับวันวิษาข์และทำตัวสนิทสนมเกินควร คืนหนึ่ง แม่ไปสัมมนาต่างจังหวัด ประจวบเหมาะเป็นคืนฝนตก วันวิษาข์ลืมล็อกประตูห้องนอน ค่อนแจ้งเธอรู้สึกตัวพบพ่อเลี้ยงนอนเคียงข้าง แม้คืนนั้นเขาไม่ได้ทำลายเธอ แต่พ่อต่างสายเลือดสอนให้สาววัย 18 ปีรู้จักทุกสัดส่วนของเพศชายเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้นพ่อเลี้ยงก็หาโอกาสทำอย่างเดิมบ่อยๆ วันวิษาข์รู้ภายหลังว่าเขาแอบเอากุญแจไปทำเป็นลูกสำรอง ถึงอย่างไรวันวิษาข์ขอผัดผ่อนกับเขาว่า รอให้เธอจบมัธยมปลายแล้วจะมอบร่างกายให้ ดูเหมือนพ่อเลี้ยงจะรักษาสัญญาเป็นอย่างดี โชคดีวันวิษาข์ยังไม่ทิ้งการเรียน ยังคงรักษาเกรดเฉลี่ยไว้ในระดับเดิม แต่อารมณ์แปลกแยกและสับสนในตัวเอง ทำให้เธอเริ่มเก็บตัวมากขึ้น ชอบเข้าห้องสมุดทำทีอ่านหนังสือ แต่ในหัวสมองมีเพียงภาพพ่อเลี้ยง ถึงอย่างไรก็ไม่มีครูหรือเพื่อนสังเกตเห็น คงเพราะตอนพ่อแท้ๆยังมีชีวิต วันวิษาข์มักสนิทกับท่านมากกว่าแม่ จนบัดนี้เธอก็ยังโหยหาความรู้สึกนั้น แต่สาวมัธยมปลายยังไร้เดียงสาเรื่องอารมณ์พรรค์นี้ จึงแสดงพฤติกรรมออกมาในทางที่ผิดเพี้ยนกับพ่อเลี้ยง ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งซ่อนเร้นอยู่ใต้พื้นผิวของจิตสำนึก คือวันวิษาข์นึกตำหนิแม่ที่พ่อเพิ่งตายก็เอาชายใหม่เข้ามาในบ้าน ความริษยาหวังเอาชนะแม่เริ่มก่อตัวขึ้น แต่เธอเก็บกดความรู้สึกนี้ไว้ตลอดมา กระทั่งพ่อเลี้ยงแอบเข้าห้องของเธอ และสอนให้สาวมัธยมปลายเรียนรู้อารมณ์อีกด้านหนึ่ง ที่กระตุ้นให้เธอริษยาแม่เพิ่มมากขึ้น กระทั่งวันวิษาข์อยากเอาชนะผู้บังเกิดเกล้าด้วยการแย่งทุกอย่างของแม่ ไม่เว้นแม้แต่พ่อเลี้ยง ถึงอย่างไร การต่อสู้กันระหว่างปมอิจฉาแม่กับความผิดบาปด้านสังคม ยังคงสับสนอยู่ใต้พื้นผิวจิตสำนึกของวันวิษาข์ และบัดนี้เส้นตายที่เธอให้ไว้กับพ่อเลี้ยงใกล้เข้ามาทุกที ฝนยังโปรยปรายไม่มีทีท่าว่าจะขาดเม็ด วันวิษาข์ยกมือปิดปากหาวพร้อมขยับลุกจากเก้าอี้ ตั้งใจหลับพักผ่อนไว้พรุ่งนี้ค่อยตื่นแต่เช้า ก่อนมือเอื้อมปิดสวิทซ์ไฟ โทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงเตือนว่ามีสายเรียกเข้า “ถึงบ้านคุณอาแล้วหรือแม่ อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างค่ะ” วันวิษาข์รับสาย เมื่อหน้าจอแสดงชื่อแม่ของเธอ แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา เธอมองหน้าจอเห็นสายยังไม่หลุด ยิ่งไปกว่านั้นวันวิษาข์ได้ยินเสียงฝนตกดังมาตามสาย “แม่คะ ได้ยินไหมคะ” วันวิษาข์พูดย้ำ แต่ก็มีเพียงความเงียบตอบกลับมา แล้วอยู่ๆเครื่องดับพรึบเหมือนแบตเตอรี่หมดกะทันหัน วันวิษาข์ยิ่งประหลาดใจอีกทวีคูณ เมื่อนึกได้ว่าอันดับแรกเธอปิดมือถือก่อนทุกครั้ง หากอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน นับเป็นกฎข้อหนึ่งที่เธอปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วันวิษาข์นึกสังหรณ์อะไรบางอย่าง จึงคิดจะเปิดเครื่องเพื่อต่อสายถึงแม่ แต่ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้าน วันวิษาข์เปิดประตูห้องนอนลงบันไดไปชั้นล่าง กะจะถามดูอาการป่วยของญาติพ่อเลี้ยง แต่เธอเห็นเพียงพ่อต่างสายเลือดยืนอยู่เพียงลำพังด้วยเสื้อผ้าเปียกโชก “แม่ละคะ ป๋า” วันวิษาข์ถาม “แม่ค้างที่บ้านอา คืนนี้คงไม่กลับ คือว่าอาอยู่ในช่วงดูใจ” วันวิษาข์สังหรณ์ใจบางอย่าง จึงหันหลังเดินขึ้นบันได “เดี๋ยวก่อนหนู เอาผ้าเช็ดตัวให้ป๋าหน่อย” วันวิษาข์ชะงักเท้า เดินไปเอาผ้าเช็ดตัวแขวนอยู่ที่ราวด้านหนึ่ง พอเดินกลับมาก็เห็นพ่อเลี้ยงเหลือแต่กางเกงในตัวเดียว สาวมัธยมปลายเบือนหน้าหนี ขณะยืนผ้าเช็ดตัวให้พ่อเลี้ยง “ยังไม่นอนอีกหรือ” พ่อเลี้ยงชวนคุย ขณะรับผ้าขนหนูพันท่อนล่าง “หนูอ่านหนังสืออยู่ค่ะ” “ป๋าช่วยติวให้ไหม” “พอดีหนูง่วง กะจะนอนอยู่แล้วค่ะ” “เอาน่า ดูต่ออีกนิดหน่อยแล้วค่อยนอน” “เมื่อกี้แม่โทร.มา แต่สายหลุดก่อน หนูกำลังจะต่อสายถึงท่านอยู่พอดี” “ว่าไงนะ เมื่อกี้นี่หรือ” พ่อเลี้ยงย้อนถาม น้ำเสียงตื่นกลัว “ใช่ค่ะ ช่วงที่ป๋าเลี้ยวรถเข้าบ้าน” “อย่าโกหกป๋าเลย” “ป๋ารู้ได้ไงว่าหนูโกหก” น้ำเสียงวันวิษาข์แข็งขึ้น “ก็แม่ของหนูจะไม่มีโอกาสหยิบโทรศัพท์อีกแล้วนะสิ” “คุณทำอะไรกับแม่ของฉัน” วันวิษาข์เปลี่ยนสรรพนาม ในใจเริ่มฉุกระแวง “ก็ทำให้เขาพ้นทางของเราสองคนนะสิ” “งั้นก็แสดงว่า&#8230;” “ใช่แล้ว ป๋ากุเรื่องทั้งหมด วางแผนอย่างแนบเนียน รับรองไม่มีใครรู้แน่นอน ต่อไปเราจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” “มึงฆ่าแม่กู ยังจะมาเอากูเป็นเมียอีก กูจะโทร.แจ้งตำรวจ” “ฟังป๋าก่อนสิหนู” พ่อเลี้ยงคว้ามือลูกต่างสายเลือด “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไอ้ฆาตกร” วันวิษาข์สลัดข้อมือ แต่ไม่หลุด “ป๋าจะปล่อยแต่ขอป๋ากอดจูบให้ชื่นใจหน่อยนะ” พร้อมคำพูดชายวัย 40 ปี ดึงร่างสาวมัธยมปลายเข้ามากอด “ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไอ้ใจสัตว์” วันวิษาข์ดิ้นสุดแรงเกิด “อย่าสะดีดสะดิ้งให้มันมากนักเลยน่า กูรู้มึงอยากซะจนน้ำลายหก” “ไม่ ไปให้พ้น” “อีเหึ้ย พูดดีไม่ชอบ มึงอยากให้กูใช้กำลังใช่ไหม” บึก! “โอ๊ย!” วันวิษาข์เปล่งเสียงได้คำเดียว หลังโดนหมัดตุ๊ยแถวลิ้นปี่ จากนั้นร่างเธอก็กองลงที่พื้น เรี่ยวแรงทั้งหมดสลายไปจากร่าง ไม่สามารถแม้แต่จะลืมตา รับรู้ได้เพียงว่าเสื้อผ้าของตนกำลังถูกถอด “แม่จ๋า ช่วยหนูด้วย” วันวิษาข์นึก มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน ก่อนเส้นประสาทสุดท้ายของสาววัย 18 ปีจะขาดผึง วันวิษาข์ฝืนเปลือกตาลืมขึ้นช้าๆ แต่ก็กระพริบปิดอย่างรวดเร็วเมื่อโดนแสงแยงจนเจ็บแสบ เธอพยายามหลายครั้งจนเอาชนะได้ในที่สุด สาววัย 18 ปียังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ สักครู่ความรู้เจ็บระบมก็วิ่งพล่านไปทั้งตัว แล้วเหตุการณ์เมื่อคืนก็ถาโถมสู่หัวคิด วันวิษาข์พยายามขยับร่าง แต่รู้สึกเหมือนถูกแผ่นเหล็กทับ รับรู้ได้เพียงว่าเธอกำลังนอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมในห้องนี้ “รู้สึกตัวแล้วหรือคะ คุณษาข์” เสียงดังจากข้างเตียงด้านหนึ่ง “อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ เดี๋ยวป้าจะออกไปเรียกพยาบาล” เวลาผ่านไปกว่าสามสิบนาที กระทั่งหมอที่เข้ามาตรวจอาการดินออกจากห้อง บัดนี้เหลือเพียงวันวิษาข์กับป้าคนใช้สองต่อสอง แกเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวเจ้านายฟังว่า แกได้รับโทรศัพท์จากคุณผู้หญิงให้ไปช่วยวันวิษาข์ที่กำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วสายก็ตัดไป แกพยายามติดต่อกลับถึงคุณผู้หญิง แต่โทร.ไม่ติด แม้จะโทร.เข้าเบอร์บ้านก็ไม่ได้ รู้ภายหลังว่าพ่อเลี้ยงโฉดตัดสายก่อนหน้านั้น ก่อนจะลวงคุณผู้หญิงออกจากบ้านไปฆ่าที่ถนนเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พอดีแกคุ้นเคยกับยามคนหนึ่งที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้าน เพราะเป็นคนอีสานพลัดถิ่นเหมือนกัน โชคดียามคนนั้นเข้าเวรกลางคืน จึงรับปากจะไปสอบถามดูตามอำนาจหน้าที่ พอยามเข้าไปในตัวบ้าน เห็นพ่อเลี้ยงชาติชั่วตาเหลือก ลำคอเขียวช้ำนอนอยู่ข้างวันวิษาข์ แล้วยามผู้เป็นผลเมืองดีก็จัดการนำเธอส่งโรงพยาบาล โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอีกทอดหนึ่ง โชคดีวันวิษาข์ปลอดภัย แต่เคราะห์ร้ายที่ต้องสูญเสียแม่อย่างไม่มีวันกลับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหตุเกิดในป่าช้า</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 20:12:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ป่าช้า ผีสิง]]></category>
		<category><![CDATA[ป้าช้า]]></category>
		<category><![CDATA[หลุมศพ ในป่าช้า]]></category>
		<category><![CDATA[เฮี้ยน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[<p>ผมเหลียวหลังมองขอบฟ้าเบื้องตะวันตก เห็นดวงอาทิตย์สีหมากสุกลอยเรี่ยยอดไม้ บ่งบอกเวลาใกล้สนธยาเต็มแก่ ผมชั่งใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจเดินหายเข้าไปในดงไม้เบื้องหน้า โดยมีจอบเล่มหนึ่งและถุงปุ๋ยเปล่าหนึ่งใบติดตัวไปด้วย ผมเข้ามาปรากฏตัวในป่าช้าผีตายโหงประจำหมู่บ้าน สถานที่นี้แยกอยู่ต่างหากจากป่าช้าของคนป่วยตาย เพราะประเพณีของคนลุ่มแม่โขงเชื่อว่า คนตายปัจจุบันทันด่วนจะนำความหายนะมาสู่หมู่บ้าน ต้องฝังไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จากนั้นค่อยขุดขึ้นมาเผาตามประเพณี ดงไม้แห่งนี้ยามกลางวันยังไม่ค่อยมีใครกล้าเสียดเข้าใกล้ แต่เวลานี้ช่วงใกล้ค่ำผมกลับไม่มีท่าทีขลาดกลัว อาศัยได้บวชหนึ่งพรรษาจึงพอทำให้จิตใจหนักแน่นไม่วอกแวก ผมได้ยินชาวบ้านลือกันว่า เห็นปลาไหลขนาดปล้องแขนแถวป่าช้าผีตายโหง อีกอย่างผมเคยมาช่วยชาวบ้านขุดหลุมฝังศพบ่อยๆ บางครั้งฟันจอบลงไปพบปลาไหล แต่ไม่มีใครกล้านำกลับบ้านไปทำอาหาร เพราะมีคนบอกว่าสัตว์ประเภทนี้ชอบกินเนื้อเปื่อยเน่าทุกชนิดไม่เว้นศพ แต่เวลานี้ผมเข้ามาในป่าช้าเพื่อต้องการปลาไหล เป็นเพราะความจนบีบบังคับให้ผมทำทุกอย่าง เพื่อประทังความหิว อีกอย่างช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมของลูกวัยประถม หากผมโชคดีพบรังปลาไหล จะนำไปขายตลาดที่อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน เหตุผลนี้เองผมต้องแอบเข้ามาบริเวณป่าช้าตอนกลางคืน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นพฤติกรรมอุบาทว์ของผม และผมต้องทำทุกขั้นตอนให้เสร็จภายในคืนนี้ ผมนึกถึงลูกสาวทั้งสองคนที่ออดอ้อน อยากได้เครื่องแบบ</p>
<p>นักเรียนใหม่คนละ 3 ชุด ผมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ผมส่ายตาหาหลุมศพที่น่าจะมีปลาไหล ต้องเป็นหลุมของคนเพิ่งฝังหมาดๆ ผมรู้ได้ไม่ยากนัก เพราะเมื่อเดือนก่อนมีชายวัยรุ่นคะนอง ขับมอเตอร์ไซค์แหกโค้งตายคาที่ ผมเป็นคนหนึ่งเข้ามาขุดหลุมให้เจ้าภาพ ยวบยาบ! แกรกกราก! ฉับพลันทันใด! เสียงเหมือนตัวอะไรสักอย่างเคลื่อนร่างไปบนใบไม้แห้ง ผมหันขวับมองต้นเสียง พบว่าดังจากหลังพุ่มไม้ขวามือ แดดผีตากผ้าอ้อมเล็ดลอดดงไม้เข้ามากระทบบริเวณนั้นพอดี ผมบังคับใจไม่ให้ตื่นกลัว สืบเท้าเข้าไปหาต้นเสียง ใช้มือแหวกพุ่มไม้เบื้องหน้า เห็นด้านหลังเป็นเนินดิน บ่งบอกว่ามีร่างหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง ฉับพลัน! “ผะ&#8230;ผะ&#8230;ผีหลอก!” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/A282292.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-123" title="A282292" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/10/A282292-300x225.jpg" alt="A282292" width="300" height="225" /></a>ผมเหลียวหลังมองขอบฟ้าเบื้องตะวันตก เห็นดวงอาทิตย์สีหมากสุกลอยเรี่ยยอดไม้ บ่งบอกเวลาใกล้สนธยาเต็มแก่ ผมชั่งใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจเดินหายเข้าไปในดงไม้เบื้องหน้า โดยมีจอบเล่มหนึ่งและถุงปุ๋ยเปล่าหนึ่งใบติดตัวไปด้วย ผมเข้ามาปรากฏตัวในป่าช้าผีตายโหงประจำหมู่บ้าน สถานที่นี้แยกอยู่ต่างหากจากป่าช้าของคนป่วยตาย เพราะประเพณีของคนลุ่มแม่โขงเชื่อว่า คนตายปัจจุบันทันด่วนจะนำความหายนะมาสู่หมู่บ้าน ต้องฝังไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จากนั้นค่อยขุดขึ้นมาเผาตามประเพณี ดงไม้แห่งนี้ยามกลางวันยังไม่ค่อยมีใครกล้าเสียดเข้าใกล้ แต่เวลานี้ช่วงใกล้ค่ำผมกลับไม่มีท่าทีขลาดกลัว อาศัยได้บวชหนึ่งพรรษาจึงพอทำให้จิตใจหนักแน่นไม่วอกแวก ผมได้ยินชาวบ้านลือกันว่า เห็นปลาไหลขนาดปล้องแขนแถวป่าช้าผีตายโหง อีกอย่างผมเคยมาช่วยชาวบ้านขุดหลุมฝังศพบ่อยๆ บางครั้งฟันจอบลงไปพบปลาไหล แต่ไม่มีใครกล้านำกลับบ้านไปทำอาหาร เพราะมีคนบอกว่าสัตว์ประเภทนี้ชอบกินเนื้อเปื่อยเน่าทุกชนิดไม่เว้นศพ แต่เวลานี้ผมเข้ามาในป่าช้าเพื่อต้องการปลาไหล เป็นเพราะความจนบีบบังคับให้ผมทำทุกอย่าง เพื่อประทังความหิว อีกอย่างช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมของลูกวัยประถม หากผมโชคดีพบรังปลาไหล จะนำไปขายตลาดที่อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน เหตุผลนี้เองผมต้องแอบเข้ามาบริเวณป่าช้าตอนกลางคืน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นพฤติกรรมอุบาทว์ของผม และผมต้องทำทุกขั้นตอนให้เสร็จภายในคืนนี้ ผมนึกถึงลูกสาวทั้งสองคนที่ออดอ้อน อยากได้เครื่องแบบ</p>
<p><span id="more-122"></span>นักเรียนใหม่คนละ 3 ชุด ผมไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ผมส่ายตาหาหลุมศพที่น่าจะมีปลาไหล ต้องเป็นหลุมของคนเพิ่งฝังหมาดๆ ผมรู้ได้ไม่ยากนัก เพราะเมื่อเดือนก่อนมีชายวัยรุ่นคะนอง ขับมอเตอร์ไซค์แหกโค้งตายคาที่ ผมเป็นคนหนึ่งเข้ามาขุดหลุมให้เจ้าภาพ ยวบยาบ! แกรกกราก! ฉับพลันทันใด! เสียงเหมือนตัวอะไรสักอย่างเคลื่อนร่างไปบนใบไม้แห้ง ผมหันขวับมองต้นเสียง พบว่าดังจากหลังพุ่มไม้ขวามือ แดดผีตากผ้าอ้อมเล็ดลอดดงไม้เข้ามากระทบบริเวณนั้นพอดี ผมบังคับใจไม่ให้ตื่นกลัว สืบเท้าเข้าไปหาต้นเสียง ใช้มือแหวกพุ่มไม้เบื้องหน้า เห็นด้านหลังเป็นเนินดิน บ่งบอกว่ามีร่างหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง ฉับพลัน! “ผะ&#8230;ผะ&#8230;ผีหลอก!” ผมตะเบ็งร้องในใจ หากปล่อยเสียงออกมาคงดังกลบป่าช้า เพราะเนินดินเบื้องหน้ากำลังปริแยกเหมือนบางอย่างกำลังโผล่ขึ้นมา และคงเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเจ้าของสถานที่ ก่อนผมจะกลับหลังหันวิ่งหางจุกตูด เศษเสี้ยวหนึ่งของสำนึกผุดขึ้นมาในหัวคิด ผมหยุดขาทั้งสองที่กำลังขยับวิ่ง เหมือนเบรกรถคุณภาพเยี่ยม “ปลาไหล!&#8230;ต้องเป็นรังปลาไหล” ผมเปล่งเสียงหลุดริมฝีปาก แต่มีเพียงผมที่ได้ยิน ไวเท่าความคิด ผมสับจอบลงไปตรงเนินดิน หากโชคดีภารกิจนี้คงเสร็จทันแสงสุดท้ายของแดดผีตากผ้าอ้อม “คุณพระช่วย!” ผมอุทานถึงพระตามประสาของคนที่เคยอยู่วัด ขณะดินก้อนแรกถูกขุดขึ้นมา ผมเห็นปลาไหลขนาดปล้องแขนเด็กติดขึ้นมาพร้อมก้อนดิน ผมไม่รอช้า รีบสับจอบเปิดหน้าดินอย่างระมัดระวัง พยายามหลบเลี่ยงไม่ให้คมจอบถูกปลาไหล ถึงอย่างไรผมไม่กังวลมากนัก เพราะเบื้องหน้าคงเป็นรังของมัน ประมาณคร่าวๆน่าจะร่วมร้อยตัวหรือมากกว่านี้ ตามนิสัยของปลาไหลที่ชอบรวมฝูงช่วยกันหาเหยื่อ!!! “โอ้แม่เจ้าโว้ย!” ผมอุทานด้วยใจตื่นเต้น ขณะมองดูปลาไหลเบื้องหน้าที่กำลังยั้วเยี้ย เหมือนฝูงหนอนบนซากหมาเน่า ครุ่นคิดหาทางเอามันเข้าไปในถุงปุ๋ย นึกตำหนิตัวเองที่หยิบมาแค่ใบเดียว คราวหน้าต้องเอากระสอบป่านโน้นเลย ขณะนี้ปลาไหลถูกรบกวนพากันแตกฝูงคนละทิศละทาง เหมือนลาวาปะทุขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟ เบียดเสียดทับกันจนท่วมตาตุ่มของผม ผมเขวี้ยงจอบทิ้ง เหลือเพียงถุงปุ๋ยในมือ เตรียมท่ากวาดปลาไหลเข้าปากถุง เหมือนบรรจุข้าวเปลือก ผมยังไม่ได้ใช้มือกวาดด้วยซ้ำ เพียงวางปากถุงลงพื้น ปลาไหลก็เสือกตัวเลื้อยเข้าถุงอัตโนมัติ ผมลากปากถุงละไปกับพื้นเหมือนใช้ปุ้งกี๋ตักขยะ พอยกขึ้นก็ได้ปลาไหลปริ่มปากถุง เพียงพอสำหรับงวดแรก เอาไว้คราวหน้าต้องคิดหาวิธีมาเอามากกว่านี้ ปุด! ปุด! ปุด! ฉับพลันทันใด! หลังจากผมใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดปากถุงเสร็จสรรพ หัวปลาไหลสามตัวทะลุถุงปุ๋ยออกมา ไวเท่าความคิดผมมองหาท่อนไม้ พอดีเห็นท่อนหนึ่งวางอยู่ใกล้มือ ผมเลยฉวยหยิบแล้วหวดไปที่หัวปลาไหล ตับ! ตับ! ตับ! สัตว์เคราะห์ร้ายทั้งสามเลือดกบปาก ไหลเป็นสายลงไปราดพวกที่ยั้วเยี้ยอยู่พื้นดิน “สมน้ำหน้า อยู่ในถุงดีๆไม่ชอบ” ผมพึมพำอย่างสะใจ ผมลองขยับถุงบรรจุปลาไหล ประมาณน้ำหนักราวปูนหนึ่งกระสอบ ผมยกขึ้นบ่าตั้งท่าเดินหนีจากรังของมัน ไม่ลืมคว้าจอบติดมือไปด้วย ก่อนก้าวขา ผมแวบมองไปที่ปล่องดิน ยังเห็นปลาไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ผมทิ้งภาพนั้นไว้เบื้องหลัง แล้วเบือนหน้าเดินหนี แควกกก&#8230;! “แม่งเอ๊ย!” ผมหลุดคำหยาบ ขณะเดินไม่ถึง 3 ก้าวก้นถุงปุ๋ยพลันฉีกขาด ส่งผลให้ปลาไหลมลายหายไปพร้อมชุดนักเรียนตัวใหม่ของลูกสาว “ซวยฉิบหาย!” ผมพึมพำ พร้อมวาดเท้าเตะฝูงปลาไหลเพื่อระบายอารมณ์ ผมมองตามร่างปลาไหลจำนวนหนึ่งปลิวว่อนตามแรงเตะหายเข้าไปพุ่มไม้ เช่นเดียวกับรองเท้าแตะข้างนั้น ผมยืนนิ่งครุ่นคิดเหมือนหุ่นไล่กาครู่หนึ่ง ก็ได้แผนเด็ดผุดขึ้นมาในสมอง “กูจะฆ่าพวกมึง อยากลองดีกับกูนัก” ผมว่าขมุบขมิบ คิดฆ่าปลาไหลจำนวนหนึ่ง แล้วใช้เชือกที่มีอยู่ มัดรอยขาดของถุงปุ๋ย หากสัตว์พวกนี้ตายคงไม่มีแรงดันถุงออกมาได้ ผมต้องออกจากที่นี่อย่างไม่เสียเที่ยว เขวียว&#8230;! ผลัวะ&#8230;! ผมหวดด้านสันจอบใส่ฝูงปลาไหลอย่างไม่นับ เลือดสัตว์เคราะห์ร้ายกระเซ็นเป็นฝอย ส่งกลิ่นคาวคลุ้งทั่วบริเวณ เวลาผ่านไปชั่วนาที “เฮ้อ&#8230;เหนื่อยตับแลบ!” ผมพึมพำ ขณะทิ้งจอบหอบตัวโยน เหมือนเพิ่งเข้าเส้นชัยวิ่งระยะ 100 เมตรหยกๆ ผมมองฝูงปลาไหลยั้วเยี้ยเปลี่ยนสีจากดำมะเมี่ยมเป็นแดงฉานสะท้อนแดดผีตาก ผ้าอ้อม ผมเหนื่อยล้าร่ำๆอยากทิ้งก้นลงนั่งพัก และเริ่มพะอืดพะอมกับภาพเบื้องหน้า จึงขยับเท้าตั้งท่าก้าวหนีจากบริเวณนี้ ไม่คิดอยากได้ปลาไหลอีกแล้ว ฉับพลันทันใด! “โอ๊ยยย&#8230;!” ผมแหกปากลั่น เพราะรู้สึกเจ็บนิ้วโป้เท้าขวา ข้างเดียวที่ใช้หวดเตะปลาไหลและไม่มีรองเท้า “ไอ้สัตว์นรก!” ผมสบถ ขณะตาเหลือกลานมองที่หัวแม่เท้า เห็นปลาไหลตัวหนึ่งง้างขากรรไกรฝังเขี้ยวเข้าไปทั้งดุ้น ผมสลัดข้อเท้าเร่าๆ แต่สัตว์เลื้อยคลานกัดหนึบเหมือนอยากให้อวัยวะของผมหลุดไปพร้อมปากมัน ความเจ็บปวดวิ่งพล่านทั่วร่าง ผมก้มฉวยกลางลำตัวของปลาไหล เกร็งข้อมือบีบจนแน่นแล้วออกแรงดึง แต่ลำตัวของมันลื่นเหมือนทากาวแป้งเปียก สมองผมเริ่มทำงานอย่างหนัก ต้องทำให้ปลาไหลคลายนิ้วเร็วไวที่สุด ก่อนถูกกลืนเข้าไป ผมตะเกือกตะกายเข้าคว้าจอบ เมื่อเห็นมันวางเค้เก้อยู่ด้านหนึ่ง ปุก! ปุก! ปุก! ผมกระแทกใบจอบเหมือนสากตำครก เป้าหมายคือกลางลำตัวปลาไหล ส่งผลให้มันขาดสองท่อน แต่ยังไม่คลายพิษสง ส่วนหัวยังคงขบเน้นอย่างเดิม ปุก! ปุก! ปุก! ผมกระแทกใบจอบอีกครั้ง คราวนี้เล็งบริเวณหัวปลาไหล ส่งผลให้นิ้วโป้ของผมก็แหลกเละไปด้วย ผมก้มมองอาลัยอาวรณ์อวัยวะตัวเองชั่วแวบ บัดนี้ความตื่นกลัวเอาชนะความเจ็บปวด สมองผมสั่งให้ขาก้าวหนีจากรังปลาไหลเร็วไวที่สุด แต่คำสั่งยังเดินทางไปไม่ถึงเท้า ปลาไหลตัวหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่หน้าแข้งของผมต่อหน้าต่อตา แล้วกัดติดหนึบอยู่ตรงนั้น ผมตะลึงจนถึงขั้นช็อกกับท่วงท่ากระโดดฉกของปลาไหล เพราะไม่คิดว่ามันจะมีความสามารถเพียงนี้ และขากรรไกรของมันอ้ากว้าง พอๆงูเหลือมที่เขมือบลิงได้ทั้งตัว กว่าผมจะรู้สำนึกอีกครั้ง ทุกส่วนของร่างกายที่โผล่พ้นเสื้อและกางเกง ก็เต็มพรืดด้วยปลาไหลที่ฝังเขี้ยวอย่างเจ็บปวด สำนึกสุดท้ายเวลานี้คือ ผมอยากให้ยมทูตมารับวิญญาณของผมเร็วที่สุด</p>
<p>เครดิต คุณสุชาติ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หลอนมรณะ</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 19:36:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[หลอน]]></category>
		<category><![CDATA[หลอนมรณะ]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องหลอนๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[<p>เมื่อเด็กชายเดินออกไปจากห้อง หมอจึงเอ่ยกับแม่ของเด็กว่า “มันเป็นไปตามช่วงอายุของเด็ก” หมอพยายามอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจ เหตุที่ทำไมลูกของหล่อนถึงต้องกลัวความมืด หมอขยายความต่อไปว่า “คืออย่างนี้นะครับ เด็กช่วงอายุหกขวบจะมีสามอย่างที่เด็กกลัว หนึ่งสัตว์ที่เขาไม่เคยเห็น สองจิตนาการของเด็กเอง และสามคือความมืด แต่คุณไม่ต้องกังวลสิ่งเหล่านี้จะหายไปเมื่อเด็กอายุสิบขวบ” “แล้วจะมีผลเสียอะไรกับเขาหรือเปล่าคะคุณหมอ” หล่อนเป็นห่วงลูกที่กลัวความมืดอย่างไม่มีเหตุผล บางครั้งเด็กน้อยถึงกับร้องไห้อย่างหวาดผวาหากวันใดฝนตกฟ้าร้องจนไฟดับอย่าง กะทันหัน “ผมทดสอบไอคิวและอีคิวของเด็กแล้ว อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา” หมออธิบาย และแนะนำอะไรบางอย่างกับหล่อนจนเข้าใจ หลังจากลาหมอแล้ว หลอนจึงขับรถออกจากโรงพยาบาล ตั้งใจจะพาลูกไปที่สวนสัตว์ตามคำแนะนำของหมอ เพื่อให้เด็กน้อยเห็นสัตว์ต่างๆอย่างใกล้ชิดและพยามยามอธิบายให้เด็กเข้าใจ ว่าสัตว์ต่างๆไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เด็กคิด หลังจากนั้นหล่อนก็พาลูกไปซื้อตุ๊กตาที่ห้างสรรพสินค้า หมอแนะนำหล่อนว่า ตุ๊กตาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเด็ก ดังนั้นในห้องของลูกหล่อนจึงมีตุ๊กตารูปร่างต่างๆเต็มไปหมด เมื่อถึงบ้านหล่อนจึงรู้ว่าสามีได้ไปเข้าเวรที่ค่ายทหารเรียบร้อยแล้ว ค่ำนั้นฝนตกลงมาอย่าง</p>
<p>หนักและโปรยปรายเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพร้อมกับ เสียงฟ้าร้องดังอยู่ไม่ขาดระยะ เด็กน้อยนั่งดูทีวีในห้องนอนของตนเอง ปะตูเปิดอ้าออก เด็กน้อยเห็นแม่เดินถือแก้วน้ำเข้ามา จึงรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว แต่ก็ต่อรองกับแม่ไปว่า “แม่ฮะหนูยังไม่ง่วง ให้หนูดูต่ออีกหน่อยได้ไหมฮะ” “ถึงเวลาที่ลูกต้องนอนแล้วนะคนดี” “นั่งคุยกับหนูก่อนนะฮะแม่” “แม่จะคุยกับลูกตอนเช้าก่อนลูกไปโรงเรียน” “แม่นอนกับหนูซักคืนนะฮะ หนูกลัวเสียงฟ้า” “ลูกโตแล้วนะคนดี ลูกต้องนอนคนเดียวในห้องของตัวเอง” “แม้แต่คืนที่มีฝนตกฟ้าร้องหรือฮะ” “ใช่แล้วจ้ะ” หล่อนวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะข้างเตียง พอให้เด็กน้อยเอื้อมมือถึง หากเขารู้สึกตัวขึ้นกลางดึกแล้วกระหายน้ำซึ่งเด็กทั่วไปมักเป็นอย่างนี้เสมอ ขณะเดียวกันหล่อนมองดูเด็กน้อยหยิบไฟฉายที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเลื่อนนิ้วเปิด สวิทซ์ หลอนเห็นสีหน้าของเด็กน้อยดีขึ้นเมื่อไฟฉายติดสว่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเด็กชายเดินออกไปจากห้อง หมอจึงเอ่ยกับแม่ของเด็กว่า “มันเป็นไปตามช่วงอายุของเด็ก” หมอพยายามอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจ เหตุที่ทำไมลูกของหล่อนถึงต้องกลัวความมืด หมอขยายความต่อไปว่า “คืออย่างนี้นะครับ เด็กช่วงอายุหกขวบจะมีสามอย่างที่เด็กกลัว หนึ่งสัตว์ที่เขาไม่เคยเห็น สองจิตนาการของเด็กเอง และสามคือความมืด แต่คุณไม่ต้องกังวลสิ่งเหล่านี้จะหายไปเมื่อเด็กอายุสิบขวบ” “แล้วจะมีผลเสียอะไรกับเขาหรือเปล่าคะคุณหมอ” หล่อนเป็นห่วงลูกที่กลัวความมืดอย่างไม่มีเหตุผล บางครั้งเด็กน้อยถึงกับร้องไห้อย่างหวาดผวาหากวันใดฝนตกฟ้าร้องจนไฟดับอย่าง กะทันหัน “ผมทดสอบไอคิวและอีคิวของเด็กแล้ว อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา” หมออธิบาย และแนะนำอะไรบางอย่างกับหล่อนจนเข้าใจ หลังจากลาหมอแล้ว หลอนจึงขับรถออกจากโรงพยาบาล ตั้งใจจะพาลูกไปที่สวนสัตว์ตามคำแนะนำของหมอ เพื่อให้เด็กน้อยเห็นสัตว์ต่างๆอย่างใกล้ชิดและพยามยามอธิบายให้เด็กเข้าใจ ว่าสัตว์ต่างๆไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เด็กคิด หลังจากนั้นหล่อนก็พาลูกไปซื้อตุ๊กตาที่ห้างสรรพสินค้า หมอแนะนำหล่อนว่า ตุ๊กตาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเด็ก ดังนั้นในห้องของลูกหล่อนจึงมีตุ๊กตารูปร่างต่างๆเต็มไปหมด เมื่อถึงบ้านหล่อนจึงรู้ว่าสามีได้ไปเข้าเวรที่ค่ายทหารเรียบร้อยแล้ว ค่ำนั้นฝนตกลงมาอย่าง</p>
<p><span id="more-118"></span>หนักและโปรยปรายเรื่อยๆไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพร้อมกับ เสียงฟ้าร้องดังอยู่ไม่ขาดระยะ เด็กน้อยนั่งดูทีวีในห้องนอนของตนเอง ปะตูเปิดอ้าออก เด็กน้อยเห็นแม่เดินถือแก้วน้ำเข้ามา จึงรู้ว่าถึงเวลานอนแล้ว แต่ก็ต่อรองกับแม่ไปว่า “แม่ฮะหนูยังไม่ง่วง ให้หนูดูต่ออีกหน่อยได้ไหมฮะ” “ถึงเวลาที่ลูกต้องนอนแล้วนะคนดี” “นั่งคุยกับหนูก่อนนะฮะแม่” “แม่จะคุยกับลูกตอนเช้าก่อนลูกไปโรงเรียน” “แม่นอนกับหนูซักคืนนะฮะ หนูกลัวเสียงฟ้า” “ลูกโตแล้วนะคนดี ลูกต้องนอนคนเดียวในห้องของตัวเอง” “แม้แต่คืนที่มีฝนตกฟ้าร้องหรือฮะ” “ใช่แล้วจ้ะ” หล่อนวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะข้างเตียง พอให้เด็กน้อยเอื้อมมือถึง หากเขารู้สึกตัวขึ้นกลางดึกแล้วกระหายน้ำซึ่งเด็กทั่วไปมักเป็นอย่างนี้เสมอ ขณะเดียวกันหล่อนมองดูเด็กน้อยหยิบไฟฉายที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเลื่อนนิ้วเปิด สวิทซ์ หลอนเห็นสีหน้าของเด็กน้อยดีขึ้นเมื่อไฟฉายติดสว่าง แล้วเขาก็เลื่อนนิ้วปิดวางเคียงกับแก้วน้ำ หลอนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงระดับหน้าอกของเด็กน้อยเมื่อเห็นเขานอนเรียบร้อย จากนั้นเดินไปปิดทีวีที่ปลายเตียงแล้วเอื้อมมือกดปิดสวิทซ์ไฟ เด็กน้อยมองดูมารดาที่กำลังเดินออกจากห้องจึงเรียกขึ้น “แม่ฮะ” หล่อนหันหลัง มองเด็กน้อยชี้นิ้วลงไปที่ใต้เตียง “อ๋อแม่ลืมไป” หล่อนว่า แล้วเดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง ก้มลงมองที่ใต้เตียงซึ่งมีตุ๊กตาเต็มไปหมด หลอนเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเด็กน้อย “เพื่อนของหนูนอนอยู่ แล้วก็หลับกันหมดแล้ว ทีนี้หนูก็หลับตาได้แล้วนะคนดี” “ฮะแม่” เด็กน้อยชำเลืองมองมารดาที่เดินออกไปจากห้อง แล้วปะตูก็งับลงเหลืออ้าไว้ราวหนึ่งคืบ แสงสว่าง จากหลอดไฟด้านนอกห้องส่องเข้ามาตามช่องนั้น พอให้เด็กน้อยรู้สึกอุ่นใจ อย่างน้อยในห้องก็ไม่ได้มืดสนิทจนเกินไป เด็กน้อยนอนฟังเสียงฟ้าร้องที่ครางเบาๆบนฟากฟ้า มันจะดังขึ้นทุกครั้งหลังจากฟ้าแลบผ่านไปสักพัก เสียงฟ้าร้องคงเดินทางมาจากดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไป เหมือนกับนิทานที่ครูเล่าให้ฟัง แต่แม่เคยเล่าให้เขาฟังว่าฟ้าร้องเพราะนางฟ้าที่ชื่อเมขลากำลังจะเล่นละคร ให้เด็กๆดู แล้วแม่ก็บอกว่าเมขลาเป็นนางฟ้าใจดีชอบส่องแสงไฟแอบดูเด็กที่กำลังนอนหลับบน เตียงของตนเอง แม่มักจะหาเรื่องเพื่อให้เขานอนในห้องได้เสมอ หากคืนนี้ฝนไม่ตกฟ้าไม่ร้องเขาคงจะได้ยินเสียงทีวีเปิดอยู่ที่ห้องข้างล่าง แม่จะทำงานต่อไปจนดึกหลังจากที่ให้เขานอนก่อนสองทุ่ม เด็กน้อยคิดไปเรื่อยเปื่อย สายตายังคงทอดจับที่แสงสว่างซึ่งลอดช่องปะตูเข้ามา เหมือนกับจะเข้าสู่การหลับใหลไปพร้อมกับแสงสว่างนั้น แล้วหนังตาของเด็กน้อยก็ค่อยๆปิดลง ขณะที่กำลังเคลิ้มหลับอยู่นั้น เด็กน้อยรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในห้อง พร้อมกันนั้นมีเสียงดังเหมือนของหล่นลงพื้นที่มุมหนึ่งด้านปลายเตียง เด็กน้อยลืมตาแล้วลุกนั่งบนเตียงทันที เขาเห็นปะตูปิดตัวเองลงช้าๆ แล้วในห้องก็มืดสนิท “แม่ฮะ แม่อยู่นั่นใช่ไหมฮะ” เด็กน้อยร้องไปที่ปะตู แทนเสียงตอบคือเสียงครูดคราดดังมาจากบานหน้าต่างซึ่งปิดสนิท เหมือนมีคนอยู่ด้านนอกแล้วกำลังงัดแงะหน้าต่างเข้ามาด้านใน พลันนั้นเรื่องสยองขวัญก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเด็กน้อย เขาเคยได้ยินเด็กตัวโตๆที่โรงเรียนเล่าว่า เวลาฟ้าร้องจะมีผีอสูรเที่ยวจับเด็กที่อยู่คนเดียวไปฆ่าเสีย เพราะผีอสูรโกรธแค้นที่นางฟ้าเมฆลารักเด็กมากกว่าตนเอง เด็กน้อยไม่เคยเห็นผีอสูรแต่ก็นึกกลัวทุกครั้งที่ฝนตกฟ้าร้องอย่างเช่นคืน นี้ เด็กน้อยอยากวิ่งออกปะตูไปหาแม่ซึ่งคงกำลังดูทีวีอยู่ข้างล่าง ทันใดนั้นช่วงสั้นๆของฟ้าแลบ เด็กน้อยเหมือนเห็นอะไรบางอย่างขวางอยู่ที่ปะตู มันเหมือนแมงมุมตัวใหญ่เท่ากับตัวของเขาเอง และทุกครั้งที่ฟ้าแลบมันจะขยับตัวเข้ามาใกล้เขาทุกครา แล้วฟ้าก็ร้องลั่นขึ้นอย่างแรง เด็กน้อยร้องเสียงหลงเรียกแม่ พร้อมกับฉกมือคว้าไฟฉายที่โต๊ะข้างเตียง มันกระแทกแก้วน้ำจนร่วงแตกที่พื้น เด็กน้อยยกผ้าห่มคลุมโปร่ง แล้วใช้นิ้วเลื่อนเปิดสวิทซ์ไฟฉาย พยายามขดตัวเองอยู่ภายใต้ผ้าห่ม เด็กน้อยภาวนาให้แม่ได้ยินเสียงแก้วแตกเมื่อครู่นี้ แต่เสียงฟ้าลั่นคงดังกลบเสียงแก้วน้ำไปแล้ว เด็กน้อยนึกปลอบใจตนเองว่าน้ำอาจไหลลอดลงตามช่องพื้นไม้กระดาน แล้วหยดลงไปถูกแม่ที่ด้านล่างซึ่งเป็นห้องนอนของแม่ ทว่าหากแม่อยู่หน้าจอทีวีซึ่งตั้งอยู่ที่ห้องโถงด้านนอกคงไม่เห็นหยดน้ำและ คงไม่รู้ว่าขณะนี้มีสัตว์ประหลาดกำลังจ้องทำร้ายเขาอยู่ เพียงแต่ไฟฉายดับลงมันก็จะขย้ำเขาทันที เขาเคยบอกแม่หลายครั้งแล้วว่า มีสัตว์ประหลาดซ่อนตัวอยู่ในความมืด และคอยจะทำร้ายเขาทุกครั้งที่อยู่คนเดียวในความมืด แม่หาว่าเขาเพ้อเจ้อเป็นโรคกลัวความมืดจึงพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล เขาเล่าเรื่องทุกอย่างให้หมอฟังเหมือนกับเล่าให้แม่ฟัง แต่หมอก็เพียงจับปากกาจดอะไรไม่รู้ลงในกระดาษ แม่พาเขาไปหาหมอทุกครั้งก็เป็นอย่างนี้ทุกที เด็กน้อยอยากให้หมอกับแม่มาเห็นตอนนี้ จะได้เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง เด็กน้อยต้องรักษาแสงสว่างจากไฟฉายติดอยู่ให้ได้นานที่สุด เพราะเขาคนเดียวที่รู้ดีว่าสัตว์ประหลาดจะจู่โจมทันทีหากไม่มีแสงไฟ เด็กน้อยร้องเรียกแม่อยู่เป็นระยะ แต่เสียงคงเล็ดลอดออกจากห้องไปไม่ได้ อีกทั้งเม็ดฝนกระทบหลังคาคงดังกลบเสียงของเด็กน้อยหมดสิ้น แล้วสิ่งที่เด็กน้อยกลัวมากที่สุดก็เกิดขึ้น แสงไฟฉายค่อยๆหรี่แล้วดับสนิท เด็กน้อยพยายามกระแทกกระบอกไฟฉายกับฝ่ามือ มันเหมือนจะติดสว่างอีกครั้งแต่ก็วูบดับลงไปอีก แล้วไฟฉายก็ไม่ติดอีกเลยแม้เด็กน้อยจะกระแทกจนเจ็บร้าวที่ฝ่ามือ พลันนั้นเด็กน้อยรู้สึกเหมือนมีใครกำลังดึงผ้าห่มออกช้าๆ เด็กน้อยหลับตาตัวแข็งทื่อ คิดไปว่าอีกไม่นานเขาคงต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่ตามหลอกหลอนเขาทุก ครั้งที่อยู่ในความมืด แล้วผ้าห่มที่คลุมโปร่งอยู่ก็เผยออกจนหมด เด็กน้อยรู้สึกมีบางอย่างอยู่ต้องหน้าห่างเขาไม่ถึงคืบ จึงค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะกรีดเสียงร้องออกมาสุดชีวิต ช่วงสติสุดท้ายของเด็กน้อยรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกกระชากลงจากเตียงกระทบ พื้นห้องอย่างแรง สัตว์ประหลาดดึงร่างของเขาเข้าไปใต้เตียงแล้วภายในห้องก็เงียบสนิท และดูเหมือนฝนจะขาดเม็ดทันทีที่เหตุการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไป ตอนเช้าพ่อของเด็กน้อยกลับมาจากค่ายทหาร เป็นเวลาเดียวกันกับแม่กำลังเคาะ ปะตูปลุกเด็กน้อยให้เตรียมตัวไปโรงเรียน หล่อนจำได้ว่าเมื่อคืนปะตูไม่ได้ปิดล็อด หล่อนยืนอยู่ตรงนั้นและเคาะปะตูตั้งนานแต่ไม่มีทีท่าว่าจะได้ยินเสียงตอบจาก ลูกชาย เมื่อเห็นผิดปกติจึงเรียกสามี แล้วทั้งสองตกลงกระแทกปะตูเข้าไป เมื่อปะตูอ้าออก ทั้งสองเห็นเศษสิ่งของกระจัดกระจายทั่วห้อง บนเตียงมีไฟฉายวางอยู่ แต่ไม่เห็นเด็กน้อยนอนบนนั้น</p>
<p>เครดิต คุณสุชาติ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทวรูปกินคน</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 19:33:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เล่าเรื่องผีไทย]]></category>
		<category><![CDATA[กินคน]]></category>
		<category><![CDATA[ผีกินคน]]></category>
		<category><![CDATA[เทวรูป]]></category>
		<category><![CDATA[เทวรูปกินคน]]></category>
		<category><![CDATA[เทวรูปผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[<p>วันเดียวกับดวงอาทิตย์ยอแสงผ่านประตูครบ 15 บานที่ประสาทเขาพนมรุ้ง พอตกดึกด้านนครวัดก็มีปรากฏการณ์‘ศิวะราตรี’ แต่น้อยคนที่รู้จัก คืน นี้ชายพื้นบ้านอายุร่วม 100 ปี ปรากฏตัวในปราสาทหินนครวัดที่เป็นสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ระดับโลก แกเดินลัดเลาะผ่านประตูหิน กระทั่งถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวลึกเร้นจนนักท่องเที่ยวน้อยคนเข้ามาถึง และมีคนพื้นถิ่นแถวชายแดนกัมพูชาไม่กี่คนที่รู้จัก ผู้เฒ่าขแมร์มอง ดูเทวรูปองค์หนึ่งที่ยืนทะมึนอยู่เบื้องหน้า แม้สายตาพร่าเลือนตามประสาคนอายุมาก แต่แกสัมผัสได้ถึงเทวลักษณะที่น่าสะพรึงกลัวของเทวรูปเบื้องหน้า แกพร่ำบ่นภาษาขแมร์ชั่วครู่ ก่อนล่วงด้ายวงกลมสีแดงขนาดนิ้วโป้จากย่าม แล้วเดินไปคล้องคอเทวรูปเบื้องหน้า จากนั้นแกล่าถอยออกมาเร็วไว บัด นี้ดวงจันทร์ลอยถึงครึ่งฟ้าบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อแสงจันทร์แยงทะลุปล่องปราสาทเข้ามากระทบบริเวณศีรษะเทวรูป ฉับพลัน! หนังตารูปสลักที่เคยหลุบต่ำ กลับเบิกโพลงเหลือกถลนเกือบหลุดออกมานอกเบ้า!!! 3 วันต่อมา หลังจากคืน‘ศิวะราตรี’ นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติยังคงมาเยี่ยมชมนครวัดอย่างไม่ขาดสาย ตามช่องประตูภายในเทวาลัยมีคนจับกลุ่มฟังคำบรรยายจากไกด์อยู่หลายคณะ ด้าน หนึ่งของนครวัด ‘วิชัย’ชายหนุ่มวัย 25 ปี จบด้านการถ่ายภาพหมาดๆจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเลือกงานอิสระ ตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเขียนสารคดีป้อนนิตยสารหลายเล่ม เมื่อ 3 วันก่อนเขาอยู่ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อบันทึกภาพช่วงเวลาดวงอาทิตย์ยอดวงผ่านประตูหิน 15 บาน จากนั้นนักเขียนหนุ่มก็ตั้งหน้ามาที่นี่ งานด้านศิลปะขอมโบราณนครวัด เป็นสิ่งก่อสร้างที่ชวนพิศวงอย่างยิ่งสำหรับวิชัย เขามักแวะเวียนมาศึกษาทัศนียภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เสมอ เวลา นี้วิชัยคล้องกล้องไว้ที่คอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันเดียวกับดวงอาทิตย์ยอแสงผ่านประตูครบ 15 บานที่ประสาทเขาพนมรุ้ง พอตกดึกด้านนครวัดก็มีปรากฏการณ์‘ศิวะราตรี’ แต่น้อยคนที่รู้จัก คืน นี้ชายพื้นบ้านอายุร่วม 100 ปี ปรากฏตัวในปราสาทหินนครวัดที่เป็นสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ระดับโลก แกเดินลัดเลาะผ่านประตูหิน กระทั่งถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวลึกเร้นจนนักท่องเที่ยวน้อยคนเข้ามาถึง และมีคนพื้นถิ่นแถวชายแดนกัมพูชาไม่กี่คนที่รู้จัก ผู้เฒ่าขแมร์มอง ดูเทวรูปองค์หนึ่งที่ยืนทะมึนอยู่เบื้องหน้า แม้สายตาพร่าเลือนตามประสาคนอายุมาก แต่แกสัมผัสได้ถึงเทวลักษณะที่น่าสะพรึงกลัวของเทวรูปเบื้องหน้า แกพร่ำบ่นภาษาขแมร์ชั่วครู่ ก่อนล่วงด้ายวงกลมสีแดงขนาดนิ้วโป้จากย่าม แล้วเดินไปคล้องคอเทวรูปเบื้องหน้า จากนั้นแกล่าถอยออกมาเร็วไว บัด นี้ดวงจันทร์ลอยถึงครึ่งฟ้าบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อแสงจันทร์แยงทะลุปล่องปราสาทเข้ามากระทบบริเวณศีรษะเทวรูป ฉับพลัน! หนังตารูปสลักที่เคยหลุบต่ำ กลับเบิกโพลงเหลือกถลนเกือบหลุดออกมานอกเบ้า!!! 3 วันต่อมา หลังจากคืน‘ศิวะราตรี’ นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติยังคงมาเยี่ยมชมนครวัดอย่างไม่ขาดสาย ตามช่องประตูภายในเทวาลัยมีคนจับกลุ่มฟังคำบรรยายจากไกด์อยู่หลายคณะ ด้าน หนึ่งของนครวัด ‘วิชัย’ชายหนุ่มวัย 25 ปี จบด้านการถ่ายภาพหมาดๆจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเลือกงานอิสระ ตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเขียนสารคดีป้อนนิตยสารหลายเล่ม เมื่อ 3 วันก่อนเขาอยู่ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อบันทึกภาพช่วงเวลาดวงอาทิตย์ยอดวงผ่านประตูหิน 15 บาน จากนั้นนักเขียนหนุ่มก็ตั้งหน้ามาที่นี่ งานด้านศิลปะขอมโบราณนครวัด เป็นสิ่งก่อสร้างที่ชวนพิศวงอย่างยิ่งสำหรับวิชัย เขามักแวะเวียนมาศึกษาทัศนียภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เสมอ เวลา นี้วิชัยคล้องกล้องไว้ที่คอ เดินหามุมมองใหม่ๆในสถานที่ลึกลับอันอดีตเหลือทิ้งไว้ให้ เขากดภาพเก็บไว้เรื่อยๆ เนื่องเพราะสถานที่เดียวกัน แต่เวลาต่างกันก็จะได้ภาพที่แปลกตาอยู่เสมอ และนักเขียนสารคดีฝึกหัดอย่างวิชัย ไม่ควรพลาดห้วงเวลานั้น ทุก ครั้งวิชัยย่างกลายเข้ามาในเทวาลัยแห่งนี้ <span id="more-115"></span></p>
<p>เขารู้สึกเหมือนมีพลังลี้ลับบางอย่างซ่อนอยู่ภายในหินแต่ละก้อน และความซับซ้อนแต่ละประตู ทำให้หนุ่มนักเขียนขนลุกซู่เหมือนผ่านเข้าไปในภพแห่งอดีตกาล วิชัยนึกถึงตำนาน เกี่ยวกับนครวัดที่ว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร ทรงสร้างเทวาลัยแห่งนี้บูชาวิษณุเทพ ตามความเชื่อของลัทธิไวษณพนิกาย พระองค์ ทรงเริ่มสร้างตอนต้นราชกาล แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งพระองค์สวรรคตในเวลาต่อมา และปัจจุบันมีหลักฐานจากนักโบราณคดีว่า ท่านทรงสร้างรูปสลักวิษณุเทพเป็นประธานภายในประสาทหินนครวัด แต่ไม่มีใครเคยพบเทวรูปที่ว่านี้!!! วิชัยเดินวนขวาตามความเชื่อ เพื่อซึมซับความพิศวงไปเรื่อยๆ พร้อมกับหามุมมองที่ต้องการนำเสนอ เขานึกถึงข้อสรุปของเหล่านักโบราณคดีที่ว่า เทวาลัยแห่งนี้เป็นทั้งศาสนสถาน และพระราชสุสาน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นประสาทแห่งเดียวในเมืองพระนครที่สร้างบูชาวิษณุเทพ วิชัยรู้มาว่ามีคนบางกลุ่มพยายามศึกษามิติของนครวัด เพื่อเป็นกุญแจไขรหัสเข้าถึงรูปสลักวิษณุเทพ แต่ไม่มีใครเคยทำสำเร็จ ส่วน นักอ่านจารึกได้พบข้อความหนึ่งเป็นอักขระที่ใช้ในสมัย พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มีวรรคหนึ่งอ่านได้ความว่า ‘&#8230;แค่ยืนอยู่ทิศแห่งความตายด้านประตูตะวันตก ก็จะเห็นดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือองค์วิษณุเทพแห่งนครวัด’ วิชัยเดินเข้า มาถึงระเบียงชั้นที่ 2 เขาหยุดอยู่กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่กำลังยืนฟังคำบรรยายของ ไกด์ที่มีหน้าตาเหมือนคนไทย เบื้องหน้าเป็นภาพสลักนูนต่ำบอกเล่าถึงขบวนศพ “สิ่ง ที่เราเห็นอยู่นี้มิใช่เป็นทิศทางของอาคารซึ่งส่อไปในทางพิธีศพ” เสียงไกด์บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ “แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดและวางผังทางสถาปัตยกรรมที่เป็นที่ทราบกันดี ว่า ไม่สามารถหมายถึงสิ่งใดได้ นอกจากเทวสถาน ถ้าหากเรานึกถึงคำว่าเทวสถานเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าคิดคือ ไม่ใช่เป็นสถานที่สำหรับนมัสการ แต่เป็นที่ประทับสำหรับพระเจ้า การปฏิเสธการเรียกนครวัดเช่นนี้ ก็คือการปฏิเสธหลักฐานนั่นเอง ข้าพเจ้ายอมรับว่า การที่โบราณสถานแห่งนี้เป็นที่บรรจุอัฐิและอังคารของกษัตริย์ ย่อมเป็นข้ออธิบายว่าเหตุใดโบราณนี้จึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แต่ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะเชื่อว่า นครวัดเป็นเพียงสุสานแห่งหนึ่ง เหมือนฮวงซุ้ยของชาวจีน นครวัดจะเป็นสุสานก็เฉพาะในแง่ที่เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์หลังเสด็จ สวรรคตแล้ว แต่เนื่องจากกษัตริย์เขมรจะเสด็จสู่สวรรค์ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่อยู่ของกษัตริย์เขมรในรูปของพระราชวังบนสวรรค์ ซึ่งตรงศูนย์กลางของพระราชวังจะประดิษฐานเทวรูปซึ่งเป็นรูปของกษัตริย์เอง ซึ่งถูกถือว่าคือเทวรูปองค์นั้น” วิชัยยืนฟังครู่หนึ่ง ก็พอรู้ว่าไกด์ดังกล่าวพูดเหมือนศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ว่าไว้ในหนังสืออย่างไม่มีไม่เพี้ยน เขาเดาได้ไม่ยากต่อไปไกด์คนเดิมต้องอ้างถึงบันทึกของ จู ต้า กวน นักเดินทางชาวจีน ที่บอกว่า “&#8230;ผู้ปกครองจะถูกบรรจุอยู่ในปราสาทแห่งนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าเขาฝังพระบรมศพ หรือฝังเฉพาะพระบรมอัฐิกันแน่” วิชัยนึกตำหนิไก ด์ที่ไม่มีจิตวิญญาณของการเรียนรู้ แค่ท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทองก็เป็นมัคคุเทศก์ได้อย่างง่ายดาย นักเขียนหนุ่มทิ้งกลุ่มคนไว้เบื้องหลัง ก่อนเดินผ่านประตูเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ต่อมาวิชัยเดินผ่านประตูอีกหลายบาน กระทั่งเข้ามาปรากฏตัวในระเบียงชั้นลึกสุดของนครวัด ฉับพลัน! อยู่ๆเมฆก้อนหนึ่งก็เคลื่อนตัวบดบังดวงอาทิตย์เหมือนเกิดอาเพศ ทำให้ไม่มีแสงเล็ดลอดเข้ามาตามช่องหิน บริเวณรอบตัววิชัยเลยมัวซัวหมดทุกด้าน “มันเกิดอะไรขึ้นละนี่” วิชัยพูด และตัวเองเท่านั้นที่ได้ยิน เพราะเขาคนเดียวที่หลุดเข้ามาถึงห้องนี้ วิชัยพยายามหยี่ตาเพื่อปรับการมองให้ชินกับความมืด พร้อมก้าวขาสะเปะสะปะ เขารับรู้ว่าตัวเองผ่านช่องประตูหลายบาน แต่บอกทิศทางไม่ได้เพราะรอบตัวมืดสนิทเหมือนตาบอด ในที่สุดแสงสว่างก็ กลับมาเหมือนเดิม วิชัยเหมือนหลับแล้วตื่น เขาพบตัวเองยืนอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นตา แม้เคยสำรวจทุกซอกมุมของนครวัดนับครั้งไม่ถ้วน แต่เวลานี้วิชัยเหมือนไม่ได้ยืนอยู่ภายในปราสาทหินนครวัด “เอ เราอยู่ที่ไหนวะนี่” วิชัยส่ายตารอบตัว เห็นผนังหินสลักภาพนูนต่ำผิดเพี้ยนจากที่เคยเห็น แต่งดงามอลังการจนนักเขียนสารคดีตะลึง และบางภาพสลักเหมือนลอยออกมาจากฝาหิน ทำให้นางอัปสรบางองค์เหมือนมีชีวิต กำลังร่ายรำอยู่รอบตัวเขาอะไรอย่างนั้น ทันทีสายตาวิชัยสะดุดเทวรูป ตั้งตระหง่านอยู่ผนังหินด้านหนึ่ง ขนทั่วร่างก็ลุกซู่เหมือนน้ำเย็นรดต้นคอ รูปสลักที่ว่านั้นเป็นเหมือนศิลปะขอมทั่วไป รูปร่างและความสูงประมาณคนพื้นเมืองแถวชายแดน แต่ศีรษะเป็นแพะ!!! แม้ หนุ่มนักเขียนเคยเห็นศิลปะขอมสลักเป็นรูปสัตว์มาแล้วหลายร้อยชิ้น แต่เทวรูปเบื้องหน้าสร้างความตื่นตาให้เขายิ่งนัก เวลานี้วิชัยนึกไปถึงเทวรูปที่พระสูรยวรมันที่ 2 ทรงสร้างเป็นประธานประจำนครวัด วิชัยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ที่ขณะนี้กำลังคลอด้วยแว่วเสียงขับร้องเป็นภาษาที่ไม่คุ้นหู นักเขียนหนุ่มรีบเล็งกล้องกดภาพเทวรูปเบื้องหน้า พร้อมขยับตัวเพื่อสร้างมิติให้ได้มุมมองดังใจคิด ในสมองของวิชัยอัดแน่นด้วยความตื่นเต้น ที่เขาค้นพบศิลปะขอมอันยิ่งใหญ่ หาก ภาพเหล่านี้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน ต้องส่งให้เขามีชื่อเสียงระดับโลกทีเดียว นึกถึงเงินก้อนโตที่ต้องได้เมื่อขายลิขสิทธิ์ วิชัยถึงกับขนลุกซู่ด้วยความสำราญใจ วิชัยกดภาพไม่ยั้งมืออยู่พัก หนึ่ง กระทั่งกล้องส่งสัญญาณฟ้องว่าหน่วยความจำถูกใช้หมดแล้ว เขากำลังจะเปลี่ยนแผ่นใหม่เข้าไปแทนที่ แต่นักเขียนหนุ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น ฉับพลันทันใด! วิชัยถึงกับเบิกตาอ้าปากหวอ ตะลึงจนแผ่นความจำของกล้องหล่นมืออย่างไม่รู้สำนึก เมื่อสายตาของเขาจ๊ะเอ๋เทวรูปหัวแพะ ที่เวลานี้มันกำลังเคลื่อนไหวเข้าหาเขาด้วยท่วงท่าประสงค์ร้าย โชคดีสติของวิชัยยังไม่กลับเข้าร่าง ขณะเทวรูปหัวแพะกลืนเขาเข้าไปในท้อง ไม่เช่นนั้นนักเขียนหนุ่มคงเจ็บปวดสุดประมาณ และ หากตอนวิชัยผลัดหลงเข้ามาใหม่ๆ สังเกตพื้นบริเวณฝาด้านหนึ่ง จะเห็นกล้องทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่หลายตัว ตอนนี้มีของเขารวมอยู่ด้วยอีกหนึ่งตัว</p>
<p><span style="color: #7777cc;"><strong>Credit : คุณสุชาติ</strong></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/10/15/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รีวิว Shutter กดติดวิญญาณ</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shutter-%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shutter-%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 19:50:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถ่ายติดผี]]></category>
		<category><![CDATA[the Shutter]]></category>
		<category><![CDATA[กดติดวิญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายวิญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปถ่ายผี]]></category>
		<category><![CDATA[รูปผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>ที่มา : เป็น รีวิว Shutter กดติดวิญญาณ ภาพนี้เขาส่งมาให้ทีมงาน shockfmonline.com ครับ</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/08/270309125347m1.gif.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-112" title="270309125347m1.gif" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/08/270309125347m1.gif.jpg" alt="270309125347m1.gif" width="300" height="225" /></a></p>
<p>ที่มา : <span>เป็น รีวิว Shutter กดติดวิญญาณ ภาพนี้เขาส่งมาให้ทีมงาน shockfmonline.com ครับ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-shutter-%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ภาพถ่ายศาลผี</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 19:47:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถ่ายติดผี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายผี]]></category>
		<category><![CDATA[รวมภาพถ่ายติดผี]]></category>
		<category><![CDATA[รวมภาพผี]]></category>
		<category><![CDATA[ศาลผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=107</guid>
		<description><![CDATA[<p>ภาพนี้ อ.ศักดิ์สิทธิ์ถ่ายไว้นานมากแล้ว(ตั้งแต่สมัยอาจารย์ยังเป็นหนุ่มๆ)</p>
<p>เป็นภาพที่ถ่ายแล้วนำมาสแกนใหม่ครับ

ภาพนี้เมื่อครั้งนั้น อ.ศักดิ์สิทธิ์ ทำการถอดถอนศาลผี (ศาลเจ้าแม่)
โดยอาจารย์ได้นิมิตผ้ายันต์คลุมไว้ที่ศาลเจ้าแม่ แล้ว อ.ศักดิ์สิทธิ์ บอกว่าให้ถ่ายภาพที่ศาลเจ้าแม่ไว้ ผลปรากฏว่าภาพที่ออกมาจึงเป็นเช่นนี้แหล่ะ เงาดำๆ นั้นเป็นพลังของเจ้าแม่ ภาพสี่เหลี่ยมสีขาวนั้นเป็นนิมิตผ้ายันต์ของ อ.ศักดิ์สิทธิ์ ที่คลุมตัวศาลไว้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ต่อผู้พบเห็นครับ</p>
<p>โดย ทีมงานพรหมศาสตร์
เมื่อ 17/8/2551 &#8211; 8:17:11
shockfmonline.com</p>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ภาพนี้ อ.ศักดิ์สิทธิ์ถ่ายไว้นานมากแล้ว(ตั้งแต่สมัยอาจารย์ยังเป็นหนุ่มๆ)</p>
<p>เป็นภาพที่ถ่ายแล้วนำมาสแกนใหม่ครับ<br />
<a rel="attachment wp-att-106" href="http://thaighost.d-ja.com/2009/08/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b5/25030950856m1-gif/"><img class="alignnone size-medium wp-image-106" title="25030950856m1.gif" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/08/25030950856m1.gif-300x225.jpg" alt="25030950856m1.gif" width="300" height="225" /></a><br />
ภาพนี้เมื่อครั้งนั้น อ.ศักดิ์สิทธิ์ ทำการถอดถอนศาลผี (ศาลเจ้าแม่)<br />
โดยอาจารย์ได้นิมิตผ้ายันต์คลุมไว้ที่ศาลเจ้าแม่ แล้ว อ.ศักดิ์สิทธิ์ บอกว่าให้ถ่ายภาพที่ศาลเจ้าแม่ไว้ ผลปรากฏว่าภาพที่ออกมาจึงเป็นเช่นนี้แหล่ะ เงาดำๆ นั้นเป็นพลังของเจ้าแม่ ภาพสี่เหลี่ยมสีขาวนั้นเป็นนิมิตผ้ายันต์ของ อ.ศักดิ์สิทธิ์ ที่คลุมตัวศาลไว้ เป็นที่น่าอัศจรรย์ต่อผู้พบเห็นครับ</p>
<p>โดย ทีมงานพรหมศาสตร์<br />
เมื่อ 17/8/2551 &#8211; 8:17:11<br />
shockfmonline.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%96%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%9c%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กดติดวิญญาณสยองขนหัวลุก</title>
		<link>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 19:42:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ถ่ายติดผี]]></category>
		<category><![CDATA[บทความผี]]></category>
		<category><![CDATA[ถ่ายโดนผี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายผี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาพถ่ายวิญญาณ]]></category>
		<category><![CDATA[รูปผี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaighost.d-ja.com/?p=101</guid>
		<description><![CDATA[<p></p>
<p>ปราสาทเก่าแก่
บีบีซีนิวส์ของอังกฤษแพร่ภาพถ่าย ติดวิญญาณที่ชัดเจนที่สุดในโลก จากการโหวตของประชาชนที่มีคนส่งภาพมาให้ช่วยตรวจสอบกว่า 250 ภาพจากทั่วทุกมุมโลก ปรากฏว่าเป็นภาพน่าขนหัวลุกของคนที่สวมเครื่องแต่งกายโบราณยืนมองลอด หน้าต่างของปราสาทในสกอตแลนด์ มีคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกษัตริย์เจมส์ที่ 5 แห่ง สกอตแลนด์ก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ไม่มีการแต่งภาพแน่นอน
บี บีซีนิวส์รายงานจากกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ศาสตรา จารย์ ริชาร์ด ไวส์แมน นักจิตวิทยาผู้ศึกษาในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมาแล้วหลายแขนง จึงได้แนวคิดในอันที่จะตรวจสอบเรื่องภาพถ่ายติดวิญญาณเมื่อช่วงกว่าหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงร้องขอให้บุคคลทั่วไปช่วยส่งภาพถ่ายที่เชื่อว่าสามารถถ่ายติด วิญญาณได้มาให้นัก วิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าได้รับภาพถ่ายจาก ทั่วทุกมุมโลกกว่า 250 ภาพ ที่เชื่อว่าถ่ายติดวิญญาณ จากนั้นจึงให้ประชาชนทั่วไปช่วยกัน โหวตว่า ภาพใดสมควรจะเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณ ที่ชัดเจนที่สุดในโลก</p>
<p>ปรากฏว่าภาพ ที่ได้รับการโหวตมากที่สุดนั้น เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว เป็นภาพของบุคคลหนึ่งซึ่งไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง สวมผ้าที่พับเป็นแผงใช้สวมรอบคอในศตวรรษที่ 16-17 มองลอดผ่าน กรงเหล็กกั้นหน้าต่าง อยู่ที่ปราสาทแทนทาล ลอน ในนอร์ธ เบอร์วิค เมืองอีสต์ โลเธียนของสกอตแลนด์ ผู้ที่ถ่ายภาพนี้ไว้เป็นนักท่องเที่ยวชื่อนายคริสโตเฟอร์ อิทชิสัน กล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีอะไรมาปรากฏในภาพถ่ายของตน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a rel="attachment wp-att-102" href="http://thaighost.d-ja.com/2009/08/%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b8/29030980704m1-gif/"><img class="alignnone size-medium wp-image-102" title="29030980704m1.gif" src="http://thaighost.d-ja.com/wp-content/uploads/2009/08/29030980704m1.gif-300x206.jpg" alt="29030980704m1.gif" width="300" height="206" /></a></p>
<p><span>ปราสาทเก่าแก่<br />
</span><span>บีบีซีนิวส์ของอังกฤษแพร่ภาพถ่าย ติดวิญญาณที่ชัดเจนที่สุดในโลก จากการโหวตของประชาชนที่มีคนส่งภาพมาให้ช่วยตรวจสอบกว่า 250 ภาพจากทั่วทุกมุมโลก ปรากฏว่าเป็นภาพน่าขนหัวลุกของคนที่สวมเครื่องแต่งกายโบราณยืนมองลอด หน้าต่างของปราสาทในสกอตแลนด์ มีคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นกษัตริย์เจมส์ที่ 5 แห่ง สกอตแลนด์ก็เป็นได้ ผู้เชี่ยวชาญยืนยัน ไม่มีการแต่งภาพแน่นอน<br />
<span id="more-101"></span>บี บีซีนิวส์รายงานจากกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ศาสตรา จารย์ ริชาร์ด ไวส์แมน นักจิตวิทยาผู้ศึกษาในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติมาแล้วหลายแขนง จึงได้แนวคิดในอันที่จะตรวจสอบเรื่องภาพถ่ายติดวิญญาณเมื่อช่วงกว่าหนึ่ง เดือนที่ผ่านมา ดังนั้นจึงร้องขอให้บุคคลทั่วไปช่วยส่งภาพถ่ายที่เชื่อว่าสามารถถ่ายติด วิญญาณได้มาให้นัก วิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าได้รับภาพถ่ายจาก ทั่วทุกมุมโลกกว่า 250 ภาพ ที่เชื่อว่าถ่ายติดวิญญาณ จากนั้นจึงให้ประชาชนทั่วไปช่วยกัน โหวตว่า ภาพใดสมควรจะเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณ ที่ชัดเจนที่สุดในโลก</p>
<p>ปรากฏว่าภาพ ที่ได้รับการโหวตมากที่สุดนั้น เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว เป็นภาพของบุคคลหนึ่งซึ่งไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง สวมผ้าที่พับเป็นแผงใช้สวมรอบคอในศตวรรษที่ 16-17 มองลอดผ่าน กรงเหล็กกั้นหน้าต่าง อยู่ที่ปราสาทแทนทาล ลอน ในนอร์ธ เบอร์วิค เมืองอีสต์ โลเธียนของสกอตแลนด์ ผู้ที่ถ่ายภาพนี้ไว้เป็นนักท่องเที่ยวชื่อนายคริสโตเฟอร์ อิทชิสัน กล่าวว่า ไม่ทราบมาก่อนว่ามีอะไรมาปรากฏในภาพถ่ายของตน ตนเพิ่งมาพบข้อผิดสังเกตเมื่อกลับมาถึงบ้าน ตนยืนยันว่าไม่เคยเห็นหญิงสูงวัยสวมชุดแต่งกายโบราณเดินรอบบันได</p>
<p>ขณะ ที่ถ่ายภาพดังกล่าวก็ไม่มีใครยืนอยู่แถวนั้นอย่างแน่นอน ไม่มีการใช้หุ่นสวมเครื่องแต่งกายโบราณในปราสาท และไม่มีมัคคุเทศก์ในพื้นที่ที่สวมเครื่องแต่งกายโบราณ ตนได้ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาตรวจสอบภาพนี้แล้ว ยืนยันว่า ไม่มีการตกแต่งภาพแต่อย่างใด “บางคน อาจคิดว่าอาจเป็นแสงที่ตกมากระทบกับก้อนหินจึงเกิดเป็นภาพนี้ขึ้นมา แต่มีอยู่คนหนึ่งที่บอกว่า ภาพนี้อาจเป็นกษัตริย์เจมส์ที่ 5 แห่ง สกอต แลนด์” นายอิทชิสันกล่าวในที่สุด</p>
<p>ด้านศาสตราจารย์ริชาร์ด ไวส์แมน กล่าวด้วยว่า ตนเองในฐานะผู้ที่ศึกษาเรื่องความลี้ลับของวิญญาณนั้น บอกได้เลยว่า ใบหน้าต่าง ๆ ที่ในชีวิตคนเราต้องเห็นนั้น ได้โปรแกรมสมองของคนเราให้จดจำเอาไว้ เมื่อได้เห็นภาพใบหน้าเหล่านั้นอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีจริงก็ตาม ตนเชื่อว่าอาจมีคนอื่นอีกที่ได้เห็นใบหน้าที่แปลก ๆ เช่นนี้ และบางทีอาจมีชัดเจนกว่านี้อีก</p>
<p>โครงการประกวดภาพถ่ายติดวิญญาณที่ ชัดเจนที่สุดในโลกนี้เป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาล วิทยาศาสตร์นานาชาติเอดินบะระ ซึ่งจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือหรือแสดงความคิดเห็นสักหนึ่งวันในงานเทศกาลนี้ โดยตั้งชื่อว่า “สิ่งลี้ลับ” แล้วก็จะมีการนำหลักฐานที่มีมาวิเคราะห์และตรวจสอบว่า ผีมีจริงหรือไม่ ขณะที่ ดร.แคโรไลน์ วัตต์ ผู้ร่วมจัดงานจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ กล่าวเสริมว่า แม้มีหลักฐานภาพถ่ายที่สาธารณชนส่งเข้ามามากมายเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ แต่ภาพเหล่านี้ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานของวิญญาณ และถ้าวิญญาณมีอยู่จริงก็คงจะอายกล้อง ไม่กล้าออกมาให้เห็น.</p>
<p>ที่มา เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2552 และ เว็บไซต์ shockfmonline.com</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaighost.d-ja.com/2009/08/29/%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
