วัยรุ่นชายสองคนปรากฏตัวที่ดงกล้วยอีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนพวกมันลักลอบมาขโมยกล้วยที่นี่ไปขายได้เงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากนัก แต่เพียงพอปลดเปลื้องอาการเสี้ยนยาของพวกมัน เพราะทั้งสองตกเหวยาบ้าจนโงหัวไม่ขึ้น คืนนี้อันธพาลทั้งสองอาศัยแสงจันทร์ข้างขึ้น เดินลัดเลาะแปลงสถานีทดลองพืชและพรรณไม้ของมหาวิทยาลัย จนเข้ามาถึงดงกล้วยแห่งนี้ “มึงรู้มั้ย คนเรียนที่นี่มีแต่คนโง่ๆ” คนรูปร่างผอมสูงกระซิบ ท่ามกลางความมืดและเงียบผิดปกติ ไม่ได้ยินแม้เสียงหรีดหริ่งเรไร แต่ทั้งสองก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้าง “กูได้ยินว่ามหา-ลัยที่ไหนก็สอนให้คนฉลาดทั้งนั้นแหละ” คนเตี้ยล่ำแย้ง “มึงดูนี่ซีวะ กล้วยเต็มสวนยังไม่มีปัญญาตัดไปขาย” คนผอมสูงวาดมือไปรอบดงกล้วย “งั้นมึงกับกูสอนพวกมันหน่อย คนฉลาดทำกันยังไง” คนเตี้ยล่ำพูดจบก็หัวเราะเอิกอาก จนคนผอมสูงต้องสะกิดให้รู้ว่า กำลังอยู่ในฐานะขโมย แล้วกล่าวเตือนสติคู่หู “เบาๆหน่อยซีวะ เดี๋ยวไอ้ยามแก่นั่นได้ยิน ก็เป็นเรื่องหรอกมึง” แม้เวลานี้บริเวณดงกล้วยไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยผ่านมาตรวจการ แต่ความเคลื่อนไหวของขี้ยาทั้งสองถูกเฝ้ามองจากสายตาคู่หนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวรางและลมโกรกไปทั่วบริเวณ ทำให้ใบกล้วยกวัดแกว่งเกิดเงาพร่ามัวแต้มพื้นดิน คล้ายทุกสิ่งอย่างในดงกล้วยมีชีวิตลุกเดินพล่าน หากเวลานี้มีคนขวัญอ่อนพลัดหลงเข้ามาคงขวัญกระเจิงได้ง่ายๆ แต่ทาสยาทั้งสองกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ต่างล้มต้นกล้วยด้วยพร้าที่ติดมือเข้ามาพร้อม ทั้งสองคัดเฉพาะลูกใหญ่ๆหวีโตๆ ตามคนรับซื้อกำซับมา จนได้จำนวนตามใบสั่ง จึงใช้เชือกที่เตรียมมาด้วยมัดรวบเครือกล้วยห้อยเป็นพ่วง สอดไม้คานเตรียมยกขึ้นบ่า พลันนั้นสายตาของคนเตี้ยล่ำก็
ภายในบ้านสองชั้นบนที่ดินจัดสรรย่านจังหวัดนนทบุรี แม้เวลาเดินข้ามเที่ยงคืนมาแล้วสิบห้านาที แต่‘วันวิษาข์’ยังนั่งที่โต๊ะหนังสือ เพ่งสมาธิทั้งหมดอ่านตำราเบื้องหน้า ช่วงนี้สถานศึกษาหยุดให้นักเรียนทบทวนความรู้ก่อนสอบปลายภาค บวกกับครูหลายท่านตำหนิเรื่องคะแนนเก็บของเธออยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน เลยทำให้วันวิษาข์อยากเร่งคะแนนก่อนจบมัธยมปลาย และตลอดสัปดาห์มาแล้วที่เธอนั่งอ่านหนังสือข้ามวัน หากเวลานี้ฝนไม่ตก วันวิษาข์จะเปิดหน้าต่างออกสู่สวนดอกไม้ริมบึงกว้างของหมู่บ้าน บางคืนเธอโชคดี ได้ยินเสียงร้องหมอลำจากปากยามที่ปั่นจักรยานไปตามถนน พอทำให้คลายง่วงได้บ้าง ตอนหัวค่ำแม่กับพ่อเลี้ยงได้รับโทรศัพท์ด่วน ว่าญาติทางพ่อเลี้ยงเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉินในกรุงเทพฯ ทั้งสองจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนกระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับ ทำให้บ้านหลังใหญ่มีเพียงวันวิษาข์อยู่คนเดียว ก่อนไปแม่กะจะโทรศัพท์เรียกคนใช้หญิงมาอยู่เป็นเพื่อน แต่ลูกสาววัย 18 ปีก็ปฏิเสธความหวังดีของแม่ เนื่องเพราะไม่อยากให้คนใช้ต้องลำบากกับเรื่องแค่นี้ อีกอย่างแกอายุ 45 ปีทำงานแบบเช้าไป-เย็นกลับ และอยู่ต่างอำเภออีกต่างหาก เวลานี้วันวิษาข์นั่งอ่านหนังสือคลอเสียงฝนหล่นจากหลังคา อดไม่ได้ที่จะประหวัดถึงพ่อแท้ๆ เนื่องเพราะท่านเสียชีวิตในคืนฝนตกเช่นนี้ พ่อขับรถฝ่าฝนเพื่อมาฉลองวันเกิดครบ 15 ปีของวันวิษาข์ แต่ยังไม่ถึงบ้านก็เกิดอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ถัดจากนั้น 1 ปีแม่ก็พาพ่อเลี้ยงเข้ามาในบ้าน เขาอายุ 40 ปี อายุน้อยกว่าแม่ 3 ปี แม่ให้เหตุผลกับวันวิษาข์ว่า เขาเป็นคนดี และแม่ก็เหงาเลยอยากมีเพื่อนที่รู้ใจเอาไว้คุยเล่น ก่อนตายพ่อได้ทิ้งกิจการบริษัทสำนักพิมพ์เอาไว้ให้ แต่ทันทีพ่อเสียชีวิตแม่ก็ขาย แม่บอกว่าไม่มีเวลาดูแล เพราะต้องทำงานตำแหน่งรองผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนพ่อเลี้ยงเป็นเซลล์ขายสินค้าป้อนโรงงานอุตสาหกรรม แม้อายุ 40 ปี แต่ยังดูหนุ่มและพูดจามีมนุษย
ผมเหลียวหลังมองขอบฟ้าเบื้องตะวันตก เห็นดวงอาทิตย์สีหมากสุกลอยเรี่ยยอดไม้ บ่งบอกเวลาใกล้สนธยาเต็มแก่ ผมชั่งใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจเดินหายเข้าไปในดงไม้เบื้องหน้า โดยมีจอบเล่มหนึ่งและถุงปุ๋ยเปล่าหนึ่งใบติดตัวไปด้วย ผมเข้ามาปรากฏตัวในป่าช้าผีตายโหงประจำหมู่บ้าน สถานที่นี้แยกอยู่ต่างหากจากป่าช้าของคนป่วยตาย เพราะประเพณีของคนลุ่มแม่โขงเชื่อว่า คนตายปัจจุบันทันด่วนจะนำความหายนะมาสู่หมู่บ้าน ต้องฝังไว้ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี จากนั้นค่อยขุดขึ้นมาเผาตามประเพณี ดงไม้แห่งนี้ยามกลางวันยังไม่ค่อยมีใครกล้าเสียดเข้าใกล้ แต่เวลานี้ช่วงใกล้ค่ำผมกลับไม่มีท่าทีขลาดกลัว อาศัยได้บวชหนึ่งพรรษาจึงพอทำให้จิตใจหนักแน่นไม่วอกแวก ผมได้ยินชาวบ้านลือกันว่า เห็นปลาไหลขนาดปล้องแขนแถวป่าช้าผีตายโหง อีกอย่างผมเคยมาช่วยชาวบ้านขุดหลุมฝังศพบ่อยๆ บางครั้งฟันจอบลงไปพบปลาไหล แต่ไม่มีใครกล้านำกลับบ้านไปทำอาหาร เพราะมีคนบอกว่าสัตว์ประเภทนี้ชอบกินเนื้อเปื่อยเน่าทุกชนิดไม่เว้นศพ แต่เวลานี้ผมเข้ามาในป่าช้าเพื่อต้องการปลาไหล เป็นเพราะความจนบีบบังคับให้ผมทำทุกอย่าง เพื่อประทังความหิว อีกอย่างช่วงนี้ใกล้เปิดเทอมของลูกวัยประถม หากผมโชคดีพบรังปลาไหล จะนำไปขายตลาดที่อยู่ห่างไกลหมู่บ้าน เหตุผลนี้เองผมต้องแอบเข้ามาบริเวณป่าช้าตอนกลางคืน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นพฤติกรรมอุบาทว์ของผม และผมต้องทำทุกขั้นตอนให้เสร็จภายในคืนนี้ ผมนึกถึงลูกสาวทั้งสองคนที่ออดอ้อน อยากได้เครื่องแบบ
เมื่อเด็กชายเดินออกไปจากห้อง หมอจึงเอ่ยกับแม่ของเด็กว่า “มันเป็นไปตามช่วงอายุของเด็ก” หมอพยายามอธิบายให้แม่เด็กเข้าใจ เหตุที่ทำไมลูกของหล่อนถึงต้องกลัวความมืด หมอขยายความต่อไปว่า “คืออย่างนี้นะครับ เด็กช่วงอายุหกขวบจะมีสามอย่างที่เด็กกลัว หนึ่งสัตว์ที่เขาไม่เคยเห็น สองจิตนาการของเด็กเอง และสามคือความมืด แต่คุณไม่ต้องกังวลสิ่งเหล่านี้จะหายไปเมื่อเด็กอายุสิบขวบ” “แล้วจะมีผลเสียอะไรกับเขาหรือเปล่าคะคุณหมอ” หล่อนเป็นห่วงลูกที่กลัวความมืดอย่างไม่มีเหตุผล บางครั้งเด็กน้อยถึงกับร้องไห้อย่างหวาดผวาหากวันใดฝนตกฟ้าร้องจนไฟดับอย่าง กะทันหัน “ผมทดสอบไอคิวและอีคิวของเด็กแล้ว อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เรื่องนี้ไม่น่ามีปัญหา” หมออธิบาย และแนะนำอะไรบางอย่างกับหล่อนจนเข้าใจ หลังจากลาหมอแล้ว หลอนจึงขับรถออกจากโรงพยาบาล ตั้งใจจะพาลูกไปที่สวนสัตว์ตามคำแนะนำของหมอ เพื่อให้เด็กน้อยเห็นสัตว์ต่างๆอย่างใกล้ชิดและพยามยามอธิบายให้เด็กเข้าใจ ว่าสัตว์ต่างๆไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เด็กคิด หลังจากนั้นหล่อนก็พาลูกไปซื้อตุ๊กตาที่ห้างสรรพสินค้า หมอแนะนำหล่อนว่า ตุ๊กตาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเด็ก ดังนั้นในห้องของลูกหล่อนจึงมีตุ๊กตารูปร่างต่างๆเต็มไปหมด เมื่อถึงบ้านหล่อนจึงรู้ว่าสามีได้ไปเข้าเวรที่ค่ายทหารเรียบร้อยแล้ว ค่ำนั้นฝนตกลงมาอย่าง
วันเดียวกับดวงอาทิตย์ยอแสงผ่านประตูครบ 15 บานที่ประสาทเขาพนมรุ้ง พอตกดึกด้านนครวัดก็มีปรากฏการณ์‘ศิวะราตรี’ แต่น้อยคนที่รู้จัก คืน นี้ชายพื้นบ้านอายุร่วม 100 ปี ปรากฏตัวในปราสาทหินนครวัดที่เป็นสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ระดับโลก แกเดินลัดเลาะผ่านประตูหิน กระทั่งถึงห้องโถงแห่งหนึ่ง ที่ซ่อนตัวลึกเร้นจนนักท่องเที่ยวน้อยคนเข้ามาถึง และมีคนพื้นถิ่นแถวชายแดนกัมพูชาไม่กี่คนที่รู้จัก ผู้เฒ่าขแมร์มอง ดูเทวรูปองค์หนึ่งที่ยืนทะมึนอยู่เบื้องหน้า แม้สายตาพร่าเลือนตามประสาคนอายุมาก แต่แกสัมผัสได้ถึงเทวลักษณะที่น่าสะพรึงกลัวของเทวรูปเบื้องหน้า แกพร่ำบ่นภาษาขแมร์ชั่วครู่ ก่อนล่วงด้ายวงกลมสีแดงขนาดนิ้วโป้จากย่าม แล้วเดินไปคล้องคอเทวรูปเบื้องหน้า จากนั้นแกล่าถอยออกมาเร็วไว บัด นี้ดวงจันทร์ลอยถึงครึ่งฟ้าบ่งบอกเวลาเที่ยงคืน แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อแสงจันทร์แยงทะลุปล่องปราสาทเข้ามากระทบบริเวณศีรษะเทวรูป ฉับพลัน! หนังตารูปสลักที่เคยหลุบต่ำ กลับเบิกโพลงเหลือกถลนเกือบหลุดออกมานอกเบ้า!!! 3 วันต่อมา หลังจากคืน‘ศิวะราตรี’ นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติยังคงมาเยี่ยมชมนครวัดอย่างไม่ขาดสาย ตามช่องประตูภายในเทวาลัยมีคนจับกลุ่มฟังคำบรรยายจากไกด์อยู่หลายคณะ ด้าน หนึ่งของนครวัด ‘วิชัย’ชายหนุ่มวัย 25 ปี จบด้านการถ่ายภาพหมาดๆจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เขาเลือกงานอิสระ ตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเขียนสารคดีป้อนนิตยสารหลายเล่ม เมื่อ 3 วันก่อนเขาอยู่ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อบันทึกภาพช่วงเวลาดวงอาทิตย์ยอดวงผ่านประตูหิน 15 บาน จากนั้นนักเขียนหนุ่มก็ตั้งหน้ามาที่นี่ งานด้านศิลปะขอมโบราณนครวัด เป็นสิ่งก่อสร้างที่ชวนพิศวงอย่างยิ่งสำหรับวิชัย เขามักแวะเวียนมาศึกษาทัศนียภาพที่น่าตื่นเต้นนี้เสมอ เวลา นี้วิชัยคล้องกล้องไว้ที่คอ [...]
ที่โรงรียนเรา มีอาคารหนึ่งเป็นอาคารของหมวดพลานามัย เมื่อประมาณ5ปีก่อนนี้อาจารย์เล่าว่า ครูหมวดนี้เสียชีวิต
ไปหลายคน ห้องเราพอดีเรียนที่อคารนั้นพอดี แต่ว่าอาจารย์ไม่เข้าสอน อ้อ!!!ลืมบอกว่าข้างห้องเป็นห้องพักครูที่ปิดตาย
เรากับเพื่อนนั้งเล่น คุยกันอยู่ในห้องจนเกือบจะหมดเวลาเรียน เราทุกคนได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ตอนแรกพวก
เราก้อคิดว่าดังมาจากโรงเรียนข้างๆ แต่เสียงโทรศัพท์ดัง แต่ไม่มีคนมารับ ( อาคารนี้มันติดกับรั่วของโรงเรียนประถมข้างๆ )
ฟังไปฟังมาเสียงของมันอยู่ใกล้มากเลย พวกผมกับเพื่อนก้อเริ่มคิดว่ามันต้องเป็นอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่คนแน่ เลยพากันจะลง
ไปข้างล่าง แต่เพื่อนในห้องคนหนึ่งเป็นประเภทชอบลองของ เค้าเลยเดินไปที่ห้องงที่ปิดนั้แล้ว.. ก้อมองรอดใต้ขาตัวเอง
เมื่อมองเสร็จเขาถึงกับพูดไม่ออก ( มีความเชื่อกันว่า ถ้ามองลอดใต้ขาของตนเองจะพบกับ ภูติผี วิญญาณ) เราถาม
ตั้งหลายรอบเขาก้อไม่บอก แต่วันนั้นห้องเราทั้งห้องขวัญเสียกันหมดเลย ตอนเย็นจึงพากันไปรดน้ำมนต์กันทั้งห้อง ตอนหลังนี้
เค้าก้อบอกว่าเค้าเห็นคนใส่ชุดข้าราชการสีกากี พอไปดูในอนุสรณ์ ก้อเลยรู้ว่าเป็นอาจารย์ที่เสียไปแล้วเมื่อ5ปีก่อน
( จากคุณ เบส irc.webmaster.com )
ตอนนั้นประมาณ3ปีที่ผ่านมาราไปอยู่หอพักแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงราย ตรงข้ามหอพักของเราก้อมีห้องแถวให้เช่า
เป็นล็อกๆ วันนึงก้อมีเสียงเอะอะโวยวายกันคนแถวนั้นก้อมามุงดูกันเต็มหน้าหอพักแห่งนั้น เราเลยไปมุงดูมั่งปรากฏว่าเค้าก้อ
เล่าให้ฟังว่า พี่สาวคนนึงเค้าอยู่ห้องถัดไปจากห้องแรก เป็นผู้หญิงทำงานกลางคืนหลังจากที่เค้ากลับมาอาบน้ำที่ห้องพักในตอน
กลางวันของเค้า เค้ามองเห็นสายตาของใครไม่รู้มองเค้าผ่านจากช่องลม พี่สาวคนนั้นมองเห็นจากในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง
สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง เมื่อปีพุทธศักราช 2497 ตั้งอยู่ริม คลองขุดภาษีเจริญ
ฝั่งตรงข้ามมีวัดเก่าแก่อยู่วัดหนึ่งชื่อวัดม่วง อยู่ใน เขตอำเภอหนองแขม
การคมนาคม มีอยู่ทางเดียวคือคลองทีว่านี้
จะไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เรีอเป็นพาหนะจะติดต่อราชการที่อำเภอ
ต้องใช้เรือพายหรือเรือแจวก็ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจะถึง ถ้าไปหาหมอที่
สุขศาลาบางแค ก็ประมาณ 3 ชั่วโมง ไม่ต้อง พูดถึงโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งต้องเข้า
คลองเล็กคลองน้อย เพื่อไปออกแม่น้ำ เจ้าพระยากว่าจะถึงก็เป็นวัน ชาวบ้าน
ย้อนหลังไปราวหกสิบปี แม่ผู้เขียนอายุประมาณสิบขวบ
อยู่ในหมู่บ้านชนบทในจังหวัดสุโขทัยอันเป็นบ้านเกิด ตาของ
ผู้เขียนมีที่นาจำนวนมากและมีความคิดจะบุกเบิกหาที่ดินในที่ดอนสักแปลงหนึ่ง
สำหรับปลูกกล้วย เพราะแม่ผู้เขียนซึ่งเป็นลูกสาว คนเดียวชอบกินกล้วยทอดมาก
ตลาดร้านรวงในสมัยนั้นไม่มีให้ซื้อหา ใครอยากกินอะไรก็ต้องทำเอาเองทั้งสิ้น
ในที่สุดตา ก็หาที่ดินได้ในทำเลที่พอใจ อยู่ห่างจากหมู่บ้านราวสามกิโลเมตร
ที่ดินตรงนั้นเป็นที่ดอนและเคยเป็นวัดร้างมาก่อน แต่ด้วยใจบริสุทธิ์
ตาไม่คิดจะขุดหากรุสมบัติเหมือนที่หลายคนเข้าใจ
ในปี พ.ศ. 2514 สมบูรณ์
สอบบรรจุเข้ารับราชการครูและเขาได้ไปบรรจุที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ตามี่เขาตั้งใจไว้ ว่าหากได้บรรจุเป็นครู เขาจะสอนหนังสือให้เด็กๆ
ที่อยู่ในจังหวัดห่างไกลความเจริญ
สมบูรณ์ เข้าพักในบ้านพักครูหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้ไม่เคยมีใครมาอยู่เลย
เพราะที่นี่มีครูใหญ่เพียงคนเดียว และบ้านของครูใหญ่ก็อยู่ในบ้านนี้ด้วย
เมื่อสมบูรณ์พักอยู่ที่นี่เขามีกิจกรรมให้ทำ หลายอย่าง